นอนกัดฟัน เป็นอาการผิดปกติขณะนอนหลับอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งจะมีการขบเคี้ยวฟันแน่น หรือบดฟันบนและฟันล่างถูซ้ำไปมา ไม่ใช่เพียง
อันตรายใกล้ตัว จากการนอนละเมอ
หลายคนคงรู้จักกับอาการละเมอ บางคนอาจมองเป็นเรื่องขำขัน ถ้ามีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดนอนละเมอ แต่ที่จริงแล้วอาการละเมอเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงคุณภาพการนอน
“ผีอำ” โดนผีหลอก หรือแค่นอนผิดปกติ?
ถ้าพูดถึงอาการผีอำ หลายคนคงนึกไปถึงเรื่องไสยศาสตร์ ตามความเชื่อที่ว่าเกิดจากมีวิญญาณมาหลอกหลอน นั่งกดทับตัวเวลานอนทำให้ลุกไม่ขึ้น ขยับตัวไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว
สัญญาณอันตราย จากโรคนอนเกิน (Hypersomnia)
การนอนมากเกินไป บางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากร่างกายเหนื่อยสะสม และต้องการพักผ่อนเยอะๆ แบบที่หลายคนคิด เพราะอาจเป็นสัญญานเตือน โรคง่วงนอนมากผิดปกติ หรือโรคนอนเกิน (Hypersomnia)
เทคนิคการเลือกหน้ากากเครื่อง CPAP (CPAP mask)
ทำไมต้องใช้เครื่อง CPAP ภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ เป็นความผิดปกติด้านการนอนที่พบได้ในคนทั่วไป โดยสามารถเกิดได้ทั้งในผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพและผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง
อาการปวดหัวหลังตื่นนอน เป็นๆหายๆ ที่มองข้ามไม่ได้
การตื่นนอนในตอนเช้าอย่างสดชื่นนั้น จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวันที่ดี หากเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาการปวดหัวแล้ว อาจทำให้เช้านั้นกลายเป็นวันที่แย่ พาลทำให้หงุดหงิด ส่งผลเสียต่อสัมพันธภาพต่อผู้อื่น และที่สำคัญคือมีผลกระทบต่อสุขภาพของท่านเอง
อาการที่เราตื่นนอนแล้วปวดหัว อาจจะรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ทุกเช้าหลังตื่นนอน หรือรู้สึกหนักหัวแทบลุกไม่ไหว เหมือนยังนอนไม่อิ่ม ซึ่งบ่งบอกถึง “ความผิดปกติในการนอนหลับ” หากเกิดขึ้นทุกเช้าหลังจากตื่นนอน เรียกว่า Early morning headache
อาการดังกล่าว มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง? จะป้องกันหรือรักษาอย่างไร?
สารบัญ
- ปวดหัวหลังตื่นนอน เกิดจากอะไรได้บ้าง?
- การนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)
- การนอนกัดฟัน
- โรคปวดหัวที่เป็นอยู่แล้ว เช่น ไมเกรน
- ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia)
- ปัจจัยทางด้านจิตใจ เช่น ภาวะเครียด โรคซึมเศร้า
- พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการนอนหลับที่ไม่เหมาะสม
- สาเหตุอื่น ๆ เช่น การตั้งครรภ์ การใช้ยาบางชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรือสภาพแวดล้อมที่รบกวนการนอน ฯลฯ
- ปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และรักษาอย่างถูกวิธี
- สรุป
ปวดหัวหลังตื่นนอน เกิดจากอะไรได้บ้าง?
สาเหตุของอาการปวดหัวทุกเช้า อาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยรวมกัน ตั้งแต่ สาเหตุจากโรคที่มีอยู่ก่อน พฤติกรรมการนอน สุขลักษณะนิสัยการนอนหลับ สภาพแวดล้อม ลักษณะที่นอน หมอน สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตของผู้ป่วยเลยทีเดียว
นอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
การนอนกรน (snoring) และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea หรือ OSA) มักสัมพันธ์กับอาการปวดหัวทุกเช้า เนื่องจากร่างกายถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักตลอดทั้งคืน และรบกวนการพักผ่อนของสมอง ทำให้สมองต้องทำงานหนักและไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตื่นนอนแล้วปวดหัวตอนเช้า
ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ ภาวะ OSA หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะส่งผลกระทบกับอวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นสมอง และหัวใจ
ศึกษา อาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมแนวทางการรักษา
การนอนกัดฟัน
การนอนกัดฟัน (teeth grinding) ได้แก่ การขบหรือกัดฟันของเราโดยไม่รู้ตัว (และอาจเป็นบ่อย) ในระหว่างที่นอนหลับ ทำให้เกิดการเกร็งซ้ำ ๆ จนกล้ามเนื้อตึงและกระตุ้นให้มีเราตื่นนอนแล้วปวดหัวในช่วงเช้าได้ กรณีนี้อาจสังเกตได้จากลักษณะของอาการปวดหัว ว่าเป็นการปวดแบบทื่อ ๆ และอาจรู้สึกปวดกรามร่วมด้วย หากพบว่าตัวเองอาจมีอาการเช่นนี้ ควรปรึกษาแพทย์
อ้างอิง: https://americanmigrainefoundation.org/resource-library/sleep/
โรคปวดหัวที่เป็นอยู่แล้ว เช่น ไมเกรน
ไมเกรนเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวซ้ำ ๆ โดยอาการปวดหัวมักกำเริบในตอนเช้า และมักจะรุนแรงกว่าอาการปวดหัวในตอนเช้าทั่วไปมาก ทำให้หลายคนตื่นนอนแล้วปวดหัวข้างเดียว หรือปวดทั้งสองข้างอย่างรุนแรงเลยทีเดียว
ในทางกลับกัน ก็มีรายงานว่า คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และการนอนหลับมากเกินไป อาจเป็นตัวกระตุ้นอาการไมเกรนให้กำเริบได้อีกด้วย
ดังนั้น เราควรระมัดระวังและเสริมสร้างสุขนิสัยการนอนที่ดี เพื่อลดโอกาสกำเริบของโรค
โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia)
โรคนอนไม่หลับ (insomnia) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (chronic insomnia) เป็นหนึ่งในสาเหตุของการตื่นนอนแล้วปวดหัวในตอนเช้า
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนของร่างกาย เนื่องจากไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงนำมาสู่ปัญหาตื่นนอนแล้วปวดหัว รวมถึงผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย สมาธิ และปัญหาความจำ เป็นต้น
ศึกษา โรคนอนไม่หลับ และแนวทางการรักษาด้วยจิตบำบัด CBT-I https://www.bkksleepcenter.com/cbt-i/
ปัจจัยทางด้านจิตใจ
ความเครียดอาจส่งผลต่อความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ เช่น ในรายที่มีภาวะเครียดแล้วนอนกัดฟัน ก็อาจทำให้ตื่นนอนแล้วปวดหัวตอนเช้าได้
นอกจากนี้มีรายงานว่าผู้ป่วยที่มีภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า มักพบปัญหาตื่นนอนแล้วปวดหัวเรื้อรังในตอนเช้าด้วย แม้จะยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยโดยตรง แต่มีการวิเคราะห์ว่าอาจสัมพันธ์กับภาวะผิดปกติอื่น ๆ รวมทั้งภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง ที่กระทบกับการนอนหลับ
สาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้ปวดหัวหลังตื่นนอน
- การดื่มคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ เนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท และการหดหรือขยายตัวของหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป หรือดื่มในช่วงเวลาไม่เหมาะสม เช่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ ช่วงเย็น หรือก่อนเข้านอน จะเพิ่มความเสี่ยงให้ตื่นนอนแล้วปวดหัวได้
- การตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้ตื่นนอนแล้วปวดหัวได้ เนื่องจากการตั้งครรภ์ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า อาจต้องงีบหลับบ่อยขึ้น ซึ่งหลาย ๆ ครั้งก็เป็นการงีบหลับที่ผิดเวลาหรือไม่เหมาะสม รวมถึงความเครียด และภาวะขาดน้ำหรือขาดน้ำตาล ทำให้คุณแม่มักตื่นนอนแล้วปวดหัวบ่อย ๆ
- การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิดอาจทำให้เสี่ยงตื่นนอนแล้วปวดหัวมากขึ้น หากใช้เกินขนาด หรือใช้เป็นประจำเกินเหตุจำเป็น อีกทั้งยาบางชนิดก็ไม่ควรกินในช่วงใกล้เวลานอน เพราะจะไปรบกวนวงจรการนอน และกระตุ้นให้มีอาการปวดหัวหลังตื่นนอนได้ ทั้งนี้ ควรใช้ยา หรืออาหารเสริมด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุต้นตอของโรค ในกรณีที่มีอาการปวดเรื้อรัง แทนการใช้ยารักษาเอง
ปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุ และรักษาอย่างถูกวิธี
หากตื่นนอนแล้วปวดหัวจนเป็นอาการเรื้อรัง วิธีที่ดีที่สุดคือ การเดินทางมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ แพทย์จะค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว ซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมทั้งวิเคราะห์เจาะลึกความผิดปกติระหว่างนอนหลับ เช่น
ในรายที่แพทย์สงสัยว่า อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เช่น มีอาการนอนกรนเป็นประจำ (หรือบ่อยครั้ง) หรือมีอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากการวินิจฉัยของแพทย์แล้ว แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test
หรือหากสาเหตุการปวดหัวนั้น มาจากการนอนไม่หลับเรื้อรัง หรือภาวะทางจิตใจ แพทย์อาจแนะนำวิธีบำบัดอาการนอนไม่หลับ เป็นต้น
ปวดหัวตอนเช้าอาจมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วย เครื่องช่วยหายใจ CPAP
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการวินิจฉัยและการรักษาของเราได้ที่ บริการทั้งหมด
การเร่งค้นหาสาเหตุเพื่อนำมาสู่การวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเกิดเป็นอาการเรื้อรัง จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การนอนหลับ คือการพักผ่อนที่แท้จริง
ฝึกฝนสุขนิสัยการนอนที่ดี ลดปัญหาตื่นนอนแล้วปวดหัว
นอกจากการรับการรักษาจากแพทย์แล้ว
สิ่งที่จะสามารถช่วยได้ทั้งป้องกัน และอาจรักษาปัญหาตื่นนอนแล้วปวดหัวได้ คือการปฏิบัติตามสุขนิสัยการนอนที่ดี (Sleep Hygiene) เพราะเป็นหลักปฏิบัติที่ครอบคลุมพื้นฐานการนอนหลับที่ดี ทั้งในแง่ของพฤติกรรมก่อนเข้านอน พฤติกรรมการนอน และการจัดการสิ่งแวดล้อมการนอนให้เหมาะสม ได้แก่
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เหมาะสม
- การสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารนิโคติน ที่ไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และยังกดสมองทำให้ร่างกายไม่ง่วงนอน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ ตื่นนอนแล้วปวดหัว
- การออกกำลังกายช่วงเย็นหรือหัวค่ำ เปลี่ยนไปออกกำลังกายตอนเช้าดีกว่า
- การใช้ยานอนหลับติดต่อกันเป็นเวลานาน การทำงานหรือคิดอะไรเครียด ๆ ก่อนนอน
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มบำรุงกำลังต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ ๆ จนถึงช่วงเย็น ควรงดเด็ดขาด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจไปกระตุ้นให้นอนหลับได้ยากขึ้น หรือมีอาการกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงขึ้น
- การงีบหลับระหว่างวันนานเกิน 1 ชั่วโมง ยกเว้นกรณีง่วงมาก ๆ อาจงีบหลับช่วงสั้น ๆ ให้พอสดชื่นได้ อย่านอนนานเกิน 1 ชั่วโมง และอย่างีบหลับในช่วงหัวค่ำ
- การกินอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน รวมถึงการกินอาหารบางประเภท ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้มีอาการตื่นตัว
ส่งเสริมปัจจัยด้านบวกที่ดีต่อการนอนหลับ
- การนอนหลับในที่ที่ป้องกันแสงและเสียงรบกวนต่าง ๆ การปรับอุณหภูมิให้เย็นสบาย ไม่หนาวหรืออุ่นเกินไปก่อนนอน แอร์รุ่นใหม่มักจะมีโหมดการทำงานที่ปรับอุณหภูมิให้เข้ากับช่วงเวลาการนอนของเราโดยอัตโนมัติ ลองศึกษาและใช้งานโหมดนั้นดู
- ปรับท่านอนให้เหมาะกับสรีระ และเลือกหมอนที่เหมาะสมกับสรีระช่วงคอและหัวของเรา เพื่อลดแรงตึงของกล้ามเนื้อ โดยให้เลือกหมอนให้เหมาะสมกับท่านอนที่เราถนัด นอกจากนี้ หากมีอาการนอนกรน ควรเปลี่ยนจากท่านอนหงายมาเป็นท่านอนตะแคงเพื่อลดอาการดังกล่าว
- สร้างอุปนิสัยการนอนให้ตรงต่อเวลา สม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป และพยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน
- ควรเข้านอนเมื่อง่วงนอนจริง ๆ แล้วเท่านั้น ไม่ใช้ที่นอนเป็นพื้นที่ในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง หากผ่านไป 30 นาทีแล้วยังนอนไม่หลับ ให้ลุกออกมาทำกิจกรรมเบา ๆ อย่างอื่น รอให้ง่วงอีกครั้งค่อยกลับไปนอน
- หากตื่นกลางดึก ให้ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่ากดดันตัวเองให้ต้องนอนต่อให้ได้ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้กังวลโดยใช่เหตุ นอกจากนี้ ไม่ควรดูนาฬิกา เพราะจะยิ่งสร้างความรู้สึกกดดัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเลือกออกกำลังในช่วงเช้า หรือตอนที่ไม่ใกล้กับช่วงเวลาก่อนนอนมากเกินไป
- คุมอาหาร ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสนอนกรน และโอกาสเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สรุป
ปัญหาการตื่นนอนแล้วปวดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการปวดหัวหลังตื่นนอนตอนเช้า (Early morning headache) เป็นภาวะผิดปกติที่มีได้ทั้งชั่วคราวและเรื้อรัง อาจมาจากสาเหตุที่หลากหลาย ได้แก่ โรคปวดหัวเรื้อรังบางชนิด เช่น ไมเกรน แต่อีกสาเหตุหลัก ๆ เลย มักจะเกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการนอนหลับ”
ปัญหาด้านคุณภาพการนอนหลับ อาจเป็นได้ทั้งที่มาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้เกิดการนอนที่ดี และอีกสาเหตุสำคัญก็คือ โรคที่เกี่ยวกับการนอนหลับทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นต้น
ผู้ที่มีปัญหาตื่นนอนแล้วปวดหัว อย่างแรกที่ควรทำคือ การพิจารณาดูว่าตัวเองมีอาการเช่นนี้เป็นประจำหรือไม่? เพราะอาจเกิดจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเฉพาะวันนั้น ๆ หากแก้ไขได้แล้ว อาการเหล่านี้ก็หมดไป แต่ถ้ามีอาการเรื้อรัง ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพื่อหาสาเหตุปัจจัยและแนวทางการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687
นอนกรน (Snoring) อันตรายแค่ไหน มีสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง ?
นอนกรน – BSC พาคุณมาทำความรู้จักกับปัญหาการนอนที่หลายคนมองข้าม แต่อาจซ่อนอันตรายร้ายแรงที่คาดไม่ถึง พร้อมเผยสาเหตุและวิธีแก้ไขที่คุณต้องรู้ก่อนสายเกินไป
Home Sleep Test
คุณอาจไม่ทราบว่าตัวเองนอนกรน จน “หยุดหายใจขณะหลับ”
เสียงกรนที่ดัง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจ ที่อาจเป็นอันตรายระหว่างนอนหลับ ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA)
ภาวะ OSA มักเกิดร่วมกันกับอาการ “นอนกรน” โดยผู้ที่นอนกรน จะประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจส่วนตีบแคบ จนกระทั่งถูกปิดกั้นในขณะที่นอนหลับ ทำให้อากาศไหลผ่านได้ลำบาก และมีอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ
“แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ร่างกายขาดอากาศ
แต่ก็ส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่สำคัญและไวต่อการขาดออกซิเจน
อย่าง… สมอง และ หัวใจ”
เช็คว่าคุณมีอาการต่อไปนี้หรือไม่?
คุณมีอาการนอนกรนเป็นประจำ หรือกรนบ่อยครั้ง และมักกรนเสียงดัง ร่วมกับ…
✅ ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น มีอาการมึนหัวหรือปวดหัวบ่อย ๆ
✅ ง่วงนอนระหว่างวันเป็นประจำ ง่วงขณะทำงาน/ขณะขับรถ แม้นอนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม
✅ ขาดสมาธิ ไม่จดจ่อ ทำงานได้ไม่เต็มที่ หลงลืมง่าย
✅ นอนฝันร้าย หรือ สะดุ้งตื่นกลางดึกเป็นประจำ
หากมีอาการนอนกรนบ่อย ๆ ร่วมกับอาการ 4 อย่างนี้ (อย่างน้อย 1 อาการ)
อาจเป็นสัญญาณว่าคุณเสี่ยงที่จะมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ
ไม่ควรปล่อยให้นอนกรน เกิดขึ้นนาน ๆ
นอนกรนบ่อย กรนเสียงดัง ปัญหาเรื้อรังที่ตามมมา
- ปัญหาการนอนกรน แม้ไม่ได้ทำให้เป็นอันตรายโดยตรงกับคุณ แต่ก็กระทบกับการเข้าสังคม โดยเฉพาะกับคนที่นอนข้าง ๆ (ทั้งคนรักและลูกน้อย) เพราะทำให้พวกเขานอนหลับยาก เกิดเป็นปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจ ปัญหานี้หากปล่อยไว้ อาจบ่มเพาะจนเกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ จนถึงขั้นต้องแยกเตียง
- ภาวะ OSA มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับโรคแทรกซ้อนเรื้อรังต่าง ๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะสมองเสื่อม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และโรคซึมเศร้า
ตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
ภาวะ OSA สามารถตรวจพบได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ด้วยเทคนิค การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test
การทำ Sleep test สามารถหาสาเหตุความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการนอน โดยจะติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ รวมทั้งประเมินความรุนแรงของโรค เพื่อนำข้อมูลมาวินิจฉัยและให้การรักษา
ตรวจ Sleep test อย่างไร ในช่วง COVID-19 ?
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center) เราให้บริการตรวจรักษาปัญหาการนอนหลับโดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine พร้อมกับเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพและเป็นกันเอง
“เรามีบริการตรวจ Sleep Test เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการนอนหลับของคุณ
ทั้งรูปการแบบตรวจที่ศูนย์ตรวจ และ การตรวจ sleep test ที่บ้าน”
ข้อดีของการตรวจ sleep test ที่บ้านของคุณ
✅ สะดวกสบาย ประหยัดเวลาและการเดินทาง
✅ สถานที่ตรวจคือ “บ้าน/ที่พัก” ผ่อนคลาย นอนง่าย ไม่เกร็ง
✅ ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการนอนตามปกติของคุณ
✅ ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องรอคิว
✅ ปลอดภัยจากโควิด 19
ยุ่งยากหรือเปล่า? ทราบผลตรวจเมื่อไหร่?
ขั้นตอนการตรวจ Home sleep test ไม่ได้ยุ่งยากเลย ทางเรามีบริการส่งเครื่องให้ถึงมือคุณ ในเขตกรุงเทพ หรือคุณสามารถมารับเครื่องกลับไปตรวจที่บ้านได้เช่นกัน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สอนการติดตั้งอุปกรณ์ พร้อมวิดีโอสาธิตสำหรับการปฏิบัติตามโดยละเอียด
“หลังจากที่รับเครื่องกลับคืน
แพทย์จะทำการอ่านผล รู้ผลภายใน 3 วันหลังตรวจ”
โดยสามารถรับฟังผลทางไกล ผ่านระบบวิดีโอคอลกับคุณหมอ (Telemedicine) เพื่อลดการเดินทาง ไม่ต้องรอคิว และปลอดภัยจากโควิด 19
ตัวอย่างการติดตั้งอุปกรณ์ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง
ครบเครื่อง! เรื่องมาตรการป้องกันโควิด
“ เราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพการนอนที่ดี” ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด 19 อย่างเข้มงวด ทาง กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ จึงคำนึงถึงความปลอดภัยของของผู้รับการตรวจเป็นสำคัญ
“อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจทุกชิ้น
จะผ่านการอบโอโซนฆ่าเชื้อก่อนถึงมือท่าน”
จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องทนกับอาหารเหล่านี้เลย
ราคาค่าบริการสำหรับการตรวจ Home Sleep Test ทั้งหมดของเราอยู่ที่ 5,500 บาท
ภายใต้ค่าใช้จ่ายนี้ คุณไม่จำเป็นต้องวุ่นวายเดินทางไปไหน และรับการตรวจได้ที่บ้านเลย
ทั้งหมดนี้ รวมค่าบริการ ค่าอุปกรณ์ติดตั้งต่าง ๆ และการแปลผลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ
ช่วยให้คุณหรือคนที่คุณรัก (หรือคนที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ) ได้ตรวจพบปัญหาที่แฝงอยู่ในระหว่างที่นอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอนกรน หรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ และได้ปรึกษาพูดคุยถึงแผนการรักษาที่เหมาะสมกับเขา
เพื่อให้คุณหลับได้อย่างสบายใจ เป็นคืนที่ทุกคนได้พักผ่อนอย่างแท้จริง มีพลังไว้ไปสู้ชีวิตต่อในวันพรุ่งนี้ มีสมาธิและสติที่พร้อมที่สุด เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะของคนไปตรวจเอง หรือคนที่พาคนรักไปตรวจก็ตาม
หากคุณพร้อมที่จะปรึกษาเราแล้ว (ปรึกษาฟรี)
กดปุ่มที่ด้านล่างนี้เพื่อแอดไลน์ หรือโทรหาเร
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาอาการกรน รักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ
เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687
Sleep test ตรวจการนอนหลับ และสุขภาพการนอนของคุณ
Sleep test ตรวจการนอนหลับ และสุขภาพการนอนของคุณ
“ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองนอนกรนหรือเปล่า ถามสามีหรือภรรยาก็สิ้นเรื่อง?”
“ลองใช้มือถืออัดเสียงกรน ดูก่อนมั้ย?”
“ทำไมเราต้องไปตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test ด้วยล่ะ?”
คำถามเหล่านี้ อาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนนึกสงสัย เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก หากต้องลงทุนไปตรวจการนอนหลับเป็นเรื่องเป็นราว เพียงเพราะต้องการทราบว่าตัวเองนอนกรนหรือไม่
แท้จริงแล้ว “การกรน” ไม่ใช่จุดจบของเรื่องนี้ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่อาจแฝงอยู่นั้นต่างหาก จะเป็นตัวที่ค่อยๆ ทำให้ร่างกายของคุณพัง
การตรวจ Sleep test (หรือ sleeping test) สามารถค้นหาความอันตรายที่แฝงอยู่ในตัวคุณจากการนอนหลับ และทราบรายละเอียดที่สำคัญมากมาย เพื่อที่จะทำให้คุณได้ป้องกันและรักษาก่อนที่จะสายเกินไป
ลองอ่านดูสักนิด แล้วจะรู้ว่า sleep test สำคัญกับเราและคนที่เรารักมากแค่ไหน
สารบัญ
- การตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test คืออะไร?
- ทำไมถึงควรเข้ารับการตรวจ sleep test
- ตรวจ sleep test วัดค่าอะไรได้บ้าง
- ใครบ้าง ที่ควรเข้าไปตรวจการนอนหลับ
- เด็กก็ควรเข้ารับการตรวจ sleep test เช่นกัน ถ้า…
- ประเภทของการตรวจการนอนหลับ (classification of sleep test)
- แล้วเราเหมาะที่จะเลือกตรวจ sleep test แบบไหน?
- สรุป
การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep test คืออะไร?
Sleep test หรือ Sleeping Test คือ การตรวจการนอนหลับ เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการนอน โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ รวมทั้งประเมินความรุนแรงของโรค เพื่อนำข้อมูลมาวินิจฉัยและให้การรักษา
“Sleep test หรือ Sleeping test เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป ในทางการแพทย์เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Sleep study หรือ Polysomnography”

ทำไมถึงควรเข้ารับการตรวจ Sleep test
ร่างกายของเราต้องการการพักผ่อนที่มีคุณภาพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนอนหลับ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนที่สำคัญที่สุด หลังจากที่ทำงานอย่างเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่
แต่หากเรานอนหลับได้ไม่เพียงพอ หรือการนอนไม่ได้คุณภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายมากกว่าที่เราคิด
การตรวจSleep test ถือเป็นขั้นตอนการตรวจที่เป็นมาตรฐาน สำหรับการตรวจการนอนหลับและคุณภาพการนอน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ เพื่อติดตามการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายขณะที่นอนหลับเพื่อค้นหา “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่อาจแฝงอยู่
ตรวจ Sleep test วัดอะไรได้บ้างระหว่างหลับ
การตรวจ sleep test จะมีการติดอุปกรณ์ ที่ใช้ติดตาม การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายระหว่างหลับ
ได้แก่
- คลื่นไฟฟ้าสมอง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของลูกตา: บอกความตื้นลึก หรือระยะของการนอนหลับ และแยกจากภาวะตื่น
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ: บอกว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ในช่วงที่หยุดหายใจ
- ลมหายใจผ่านเข้าออกจมูกปาก และการเคลื่อนไหวของทรวงอกกับท้อง : ช่วยแยกระหว่างการหายใจที่ปกติ และการหยุดหายใจ รวมทั้งบอกชนิดของการหยุดหายใจ
- ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด: บอกความรุนแรงของการลดลงของปริมาณออกซิเจนในเลือด
นอกจากนี้ยังมีการถ่ายวิดีโอเพื่อสังเกตท่าทางการนอน และความผิดปกติทางพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นขณะหลับ เช่น การนอนละเมอ หรือนอนแขนขากระตุก เป็นต้น
เมื่อรวบรวมผลจากการตรวจการนอนหลับเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติต่าง ๆ พร้อมทั้งประเมินความรุนแรงของอาการได้ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนขากระตุกขณะหลับ ภาวะเคลื่อนไหวและพฤติกรรมผิดปกติขณะหลับ ภาวะนอนไม่หลับ และความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่น ๆ
ดังนั้น จึงทำให้ผู้เข้ารับการตรวจ เข้าใจภาวะการนอนหลับของตัวเองอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะผิดปกติที่อาจไม่เคยสังเกตได้มาก่อน ซึ่งจะช่วยในการวางแผนและติดตามการรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ใครบ้าง ที่ควรเข้าไปตรวจการนอนหลับ
เราสามารถประเมินตัวเองได้ง่าย ๆ ว่าควรเข้ารับการตรวจ sleep test หรือไม่? โดยดูจากอาการผิดปกติหรือพิจารณาว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ดังนี้
อาการผิดปกติที่ควรตรวจ sleep test
- มีอาการนอนกรน
- มีเสียงกรนหยุดเป็นพักๆ พลิกตัวบ่อยๆ
- ตื่นนอนบ่อย ๆ, สะดุ้งตื่น, หรือตื่นนอนเพราะหายใจแรงหรือหายใจติดขัด
- นอนกัดฟัน ปัสสาวะรดที่นอน นอนละเมอ ฝันร้ายบ่อย ๆ หรือนอนกระตุก โดยเราอาจรู้ตัวเอง หรือมีคนใกล้ตัวบอก
- มักนอนไม่หลับ หรือนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม (โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการเช่นนี้มากกว่า 3 วัน/สัปดาห์)
- ปวดศีรษะหลังตื่นนอน ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น หรือมีอาการอ่อนเพลียหลังตื่นนอนเป็นประจำ
- รู้สึกง่วงนอนมากตอนกลางวัน แม้จะเข้านอนตรงเวลาหรือนอนหลับได้เพียงพอแล้ว
- หายใจเหนื่อย หรือสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สามารถทำแบบประเมิน Epworth sleepiness scale เพื่อเช็คว่าตัวเองมีอาการง่วงผิดปกติหรือไม่?

โดยให้คะแนน 0 = ไม่เคยง่วง, 1 = ง่วงเล็กน้อย, 2 = ง่วงปานกลาง, 3 = ง่วงมาก
หากว่าเราได้คะแนนรวมกันมากกว่า 9 คะแนนขึ้นไป แสดงว่าเรามีภาวะง่วงมากผิดปกติ และควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจ sleep test
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจ sleep test
- ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ
- ผู้ป่วยโรคประจำต่าง ๆ ได้แก่ หัวใจวาย ไตวาย เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่แพทย์ได้วินิจฉัยว่าอาจเป็นโรคลมหลับ (Narcolepsy) หรือมีภาวะชักขณะนอนหลับ

STOP-BANG : คุณคือกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ ?
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของปัญหาการนอนหลับที่นำไปสู่โรคร้ายแรงได้มากมาย เราจึงได้นำเสนอ STOP-BANG ซึ่งเป็นชุดคำถามที่มีประสิทธิภาพที่ดีในการคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยตนเอง
โดยมีคำถามดังนี้
- Snoring : คุณนอนกรนเสียงดังหรือไม่?
- Tired : คุณรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือง่วงนอนในตอนกลางวันบ่อย ๆ หรือไม่?
- Observed : เคยมีใครทักคุณว่าคุณมีอาการหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?
- Pressure : คุณมีอาการหรือกำลังได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่?
- BMI : คุณมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 kg/m2 หรือไม่?
- Age : คุณมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่อายุ 51 ปี)
- Neck : คุณมีเส้นรอบคอมากกว่า 40 เซนติเมตรขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่ 41 เซนติเมตร)
- Gender คุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง (ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิง)
หากเข้าข่ายมากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

(ยิ่งเข้าเกณฑ์หลายข้อ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมีอาการรุนแรงขึ้น) สำหรับคนที่อ่านมาถึงหัวข้อนี้ ให้ลองทำดูนะครับ
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ได้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการดังที่กล่าวมา ก็สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเพื่อประเมินความเสี่ยงได้เช่นกัน
เด็กก็ควรเข้ารับการตรวจ sleep test เช่นกัน ถ้า…
- อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- สังเกตว่ามีท่านอนที่ผิดปกติบ่อย ๆ เช่น นอนกรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ นอนตะแคง หรือนอนควํ่า
- ตื่นนอนยาก
- มีอาการง่วงบ่อย ๆ ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย และความจำแย่ลง
- ปัสสาวะรดที่นอนในเวลากลางคืน
- เด็กอายุขวบปีแรกที่สงสัยว่าเวลานอนหลับอาจมีช่วงหยุดหายใจ
- เด็กที่มีความผิดปกติของช่องปาก จมูก ลำคอ
- เด็กที่มีอาการนอนกรนหรือหายใจลำบากเวลานอน ซึ่งอาจมาจากความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในช่องคอ
ประเภทของการตรวจการนอนหลับ (classification of sleep test)
การตรวจการนอนหลับมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับความละเอียดของการตรวจ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับได้แก่

ระดับที่ 1 การตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดทั้งคืน
(Comprehensive Technician-attended Polysomnography)
การตรวจประเภทที่ 1 นี้ เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงสุด โดยจะต้องตรวจที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับ (sleep laboratory)
และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการนอนหลับตลอดทั้งคืน
การตรวจการนอนหลับแบบนี้จะประกอบด้วย 7 ช่องสัญญาณ (channel) ซึ่งเป็นตามมาตรฐานสากล ได้แก่
- คลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram; EEG)
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram; ECG/EKG)
- คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา (Electrooculogram; EOG)
- คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อใต้คาง (Chin Electrooculogram; Chin EMG)
- คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขา (Leg Electrooculogram; Leg EMG)
- การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2)
- การตรวจวัดลมหายใจ
นอกจากนี้ การตรวจชนิดนี้จะยังแบ่งออกเป็นการตรวจย่อยได้อีก 2 แบบ ได้แก่
- Full night sleep test เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ
(sleep related breathing disorder, SBD) และโรคที่มีความผิดปกติในขณะหลับ อื่นๆ (sleep disorder) โดยมีการตรวจแบบทั้งคืน - Split night sleep test เป็นรูปแบบการตรวจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน มีวิธีการคือ
จะแบ่งการตรวจเป็น 2 ส่วนภายในการตรวจเพียงคืนเดียว ซึ่งครึ่งคืนแรกจะเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ
ในขณะที่ครึ่งคืนหลัง จะใช้ในการรักษาและปรับตั้งเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP titration)
ระดับที่ 2 การตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดทั้งคืน
(Comprehensive unattended portable Polysomnography)
การตรวจประเภทที่ 2 นี้ เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ (7 ช่องสัญญาณ) ซึ่งมีข้อดีในแง่ของความเป็นส่วนตัว และความรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นอนของผู้เข้ารับการตรวจ เนื่องจากจะใช้สถานที่นอนเป็นห้องนอนที่บ้าน หรือที่พักของผู้เข้ารับการตรวจเอง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระหว่างคืนที่ตรวจ
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ (7 channel) ที่ห้องนอนที่บ้านหรือที่พักของผู้เข้ารับการตรวจเอง โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระหว่างคืนที่ตรวจ นอกจากนี้ การตรวจดังกล่าว จะให้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือได้ใกล้เคียงกับการตรวจระดับที่ 1
แต่มีข้อจำกัดคือ หากอุปกรณ์การตรวจ หรือสายต่อพ่วงอุปกรณ์หลุดขณะนอนหลับ หรือลุกเข้าห้องน้ำ อาจทำให้ผลการตรวจไม่สมบูรณ์ได้ การตรวจชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวลำบาก
ระดับที่ 3 การตรวจสุขภาพการนอนแบบจำกัดข้อมูล
(Modified portable sleep apnea testing)
การตรวจนี้จะมีการตรวจที่จำกัดลง ได้แก่ การตรวจลมหายใจ การเคลื่อนไหวของหน้าอกและหน้าท้อง วัดระดับออกซิเจนในเลือด วัดระดับเสียงกรน และบางครั้งอาจมีการวัดคลื่นหัวใจร่วมด้วย
ข้อดีของการตรวจ ประเภทนี้ก็คือ จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าระดับที่ 1 และ 2 ในขณะเดียวกัน ก็มีความละเอียดน้อยกว่า เช่น ไม่ได้วัดคลื่นสมอง เพื่อบ่งบอกระยะการหลับตื้น หรือหลับลึกของผู้เข้ารับการตรวจ เป็นต้น
ระดับที่ 4 การตรวจระดับออกซิเจนในเลือด และ/หรือ วัดลมหายใจขณะหลับ
(Single or dual channel portable sleep test)
การตรวจ sleep test ประเภทที่ 4 จะติดตามช่องสัญญาณข้อมูลไม่เกิน 3 อย่าง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถตรวจระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 3 ได้
แล้วเราเหมาะที่จะเลือกตรวจ sleep test แบบไหน?

ผู้ที่ต้องการการตรวจที่แม่นยำ และวินิจฉัยอาการต่าง ๆ ได้ครบถ้วน
การตรวจ sleep test ระดับที่ 1 (ศูนย์ตรวจการนอนหลับ) เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ ถือว่าเป็นการตรวจการนอนหลับที่ได้ผลแม่นยำที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน การตรวจระดับที่ 1 ชนิด Split night sleep test จะทำให้สามารถวัดค่าความดันลม ที่เหมาะสมกับการรักษาภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ โดยใช้เครื่องอัดอาการแรงดันบวก (CPAP) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง หรือมีปัญหาในการนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
การตรวจ sleep test ระดับที่ 2 (อยู่บ้านหรือที่พักตัวเอง) ถือว่าได้มาตรฐานใกล้เคียงกันกับระดับที่ 1 แต่มีข้อควรระวังของการตรวจระดับที่ 2 คือ อาจจะมีสายสัญญาณวัดตัวแปรสำคัญหลุด หรือเลื่อนในขณะหลับ และไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงทีเหมือนการตรวจระดับที่ 1 ทำให้ไม่สามารถประเมินผลได้และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจใหม่
ข้อแนะนำ: ผู้สนใจเข้ารับการตรวจควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับโดยเฉพาะ เพื่อประเมินแนวทางการตรวจ sleep test ที่เหมาะสมกับตัวเอง
สรุป
เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะได้คำตอบกันแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า “ทำไมเราต้องไปตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test ด้วยล่ะ?”
เพราะการตรวจการนอนหลับนั้น ไม่ได้จบลงเพียงแค่ว่า “เรานอนกรนหรือไม่นอนกรน?”
แต่มีรายละเอียดสำคัญมากมาย ที่เราสามารถวิเคราะห์ได้จากการเข้าไปตรวจ โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่น ๆ
เราควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเบื้องต้นว่า ควรเข้ารับการตรวจ sleep test หรือไม่?
อย่างไรก็ดี ก็มีแนวทางในการประเมินตัวเองได้ง่าย ๆ โดยสังเกตจากอาการผิดปกติต่าง ๆ หรือพิจารณาว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่
นอกจากนี้ เราอาจใช้ชุดคำถาม STOP-BANG หากสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
หากสนใจที่จะเข้ารับการตรวจ sleep test ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center)
เรามีบริการตรวจรักษาปัญหาด้านการนอน, ตรวจการนอนหลับ (Sleep test),
และการรักษานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP โดยท่านสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 02-089-8687
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ พร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้ชาย-ผู้หญิง พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น
ศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ
เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687
รักษาโรคนอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา แต่ใช้นักจิตวิทยา ด้วยวิธี CBT-I
“นอนไม่หลับ ทำไงดี?”
อาการนอนไม่หลับเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในยุคนี้ ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป การทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์ เกิดความเครียดสะสม สวนทางกับเวลาดูแลตัวเองที่ลดน้อยลง ส่งผลเสียต่อร่างกาย สภาพจิตใจ และกระทบกับ “การนอนหลับ” ในที่สุด
“ข้อมูลปี 2563 จากกรมสุขภาพจิต พบว่า มีคนไทยมากกว่า 19 ล้านที่มีปัญหานอนไม่หลับ เทียบเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20-30 ของประชากร และที่น่ากังวลคือ ยังพบอาการนี้ได้ในทุกช่วงวัยอีกด้วย”
ในปัจจุบัน การรักษาโรคนอนไม่หลับ มีหลากหลายวิธี แนวทางการรักษาด้านจิตวิทยาได้ถูกนำมาใช้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ การบำบัดอาการนอนไม่หลับด้วยการปรับพฤติกรรม และปรับเปลี่ยนความคิด ที่เรียกว่า “CBT-I (Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia) ” ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่า CBT-I เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะนอนไม่หลับ
หากท่านกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ นี่อาจเป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ…
สารบัญ
- แบบไหน? ที่เรียกว่า “โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)”
- นอนไม่หลับแบบไหน? ควรพบแพทย์
- การรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I คืออะไร?
- แนวคิดการรักษาอาการนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่สำคัญ
- CBT-I เหมาะกับใคร?
- ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I โดยนักจิตวิทยา
- รักษาอาการนอนไม่หลับ ซื้อยานอนหลับกินเอง อันตราย!
- การรักษานอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์
- สรุป
แบบไหน? ที่เรียกว่า “โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)”
โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นโรคที่ทำให้เราเกิดความยากลำบากอย่างยิ่งในการนอน อาจเกิดขึ้นได้ 3 ลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือเกิดร่วมกัน อันได้แก่
- นอนหลับยาก (initiating sleep) นอนหลับยาก ใช้เวลานานกว่าจะหลับได้
- นอนไม่ต่อเนื่อง (maintaining sleep) ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อย ๆ พอจะนอนหลับอีกครั้งก็หลับได้ยาก
- ตื่นเร็ว (waking too early) ตื่นนอนเร็วผิดปกติ แม้แต่บางรายที่เข้านอนดึก ก็ยังตื่นเร็วกว่าปกติ
นอกจากนี้ ยังพบอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ดังนี้
- มีอาการอ่อนเพลีย
- สมาธิสั้น ไม่จดจ่อ กระสับกระส่าย
- มีปัญหาด้านความจำ
- ประสิทธิผล (productivity) ในการทำงานลดลง
- ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย (จากที่ปกติไม่เคยเป็น)
- ง่วงนอนในเวลากลางวัน
นอนไม่หลับแบบไหน? ควรพบแพทย์
อาการนอนไม่หลับ หากเกิดขึ้นช่วงสั้น ๆ ไม่กี่คืน หรือเกิดได้เป็นสัปดาห์ มักเกิดจากความเครียด ความตื่นเต้น อยู่ในภาวะเจ็บป่วย ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หรือร่างกายพึ่งผ่านระยะการกระตุ้นมาไม่นานก่อนเข้านอน เช่น พึ่งออกกำลังกายช่วงหัวค่ำ เราเรียกอาการนี้ว่า โรคนอนไม่หลับจากปัญหาการปรับตัว (Adjustment Insomnia) เป็นภาวะที่ไม่น่ากังวล หากเริ่มปรับตัวหรือผ่อนคลายลงแล้ว จะกลับมานอนหลับได้ตามปกติ
แต่ถ้าอาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 คืน/สัปดาห์ เป็นเวลานานมากกว่า 3 เดือน จะเรียกว่า โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic insomnia) อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ โรคผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม
เมื่อมีอาการเช่นนี้นานวันเข้า จะเริ่มส่งผลให้เราเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติในการนอนหลับของตัวเอง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้การนอนหลับยากลำบากมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นปัญหานอนไม่หลับประเภทใดก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องรอดูอาการเป็นเดือน มีข้อแนะนำว่า หากมีอาการดังกล่าวติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวางแผนการรักษาโรคนอนไม่หลับได้ทันที
การรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I คืออะไร?
Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia หรือ CBT-I คือ การรักษาโรคนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา แต่จะบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนความคิด โดยใช้วิทยาศาสตร์ของการนอนหลับเป็นฐานความรู้ ร่วมกับหลักการทางจิตวิทยา
รักษาจากต้นตอ ด้วยการมองหาความคิดที่บิดเบือน
เวลาที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ และต้องผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เรามักจะตัดสิน มีความเชื่อ หรือมีความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งต่าง ๆ ที่บิดเบือนไปจากความจริง (dysfunctional thinking) หลาย ๆ ครั้งความเชื่อเหล่านี้ก็กลับมาสร้างผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราเอง
ดังนั้น ในทางจิตวิทยาจึงมีหลักการการบำบัดว่า ถ้าสามารถช่วยให้ผู้ป่วย ประเมินความคิดให้ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงต่าง ๆ ได้ และเริ่มจับสังเกตเห็นรูปแบบความคิดที่บิดเบือนไปจากความจริง อาการที่ผิดปกติทางด้านจิตใจและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น
CBT-I เป็นแนวทางรักษาที่ต่อยอดมาจาก CBT ที่ใช้หลักการข้างต้นนี้ ในช่วงแรก CBT-I ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า เรียกว่า CBT (Cognitive Behavioral Therapy) เมื่อการใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดี และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จึงได้มีการนำไปประยุกต์ใช้รักษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ
ต่อมาจึงประยุกต์ CBT เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับโดยเฉพาะด้วย โดยการผสมผสานเทคนิคหลายด้านที่เกี่ยวกับการปรับความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วย และมุ่งเน้นไปที่การค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวิธีที่เราคิด สิ่งที่เราทำ และวิธีที่เรานอนหลับ
การรักษาโดยวิธีนี้เป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีการศึกษามากมายที่พบว่าเป็นรักษาที่มีประสิทธิภาพดี โดยไม่ต้องรักษาร่วมกับการใช้ยาเหมือนการรักษาอาการนอนไม่หลับในอดีต
แม้ว่าการรักษาร่วมกับการใช้ยาจะเป็นการรักษาระยะสั้นที่มีประสิทธิผล เพราะสามารถบรรเทาอาการเราได้ทันทีเวลาที่มีความเครียดหรือความตื่นตัวสูง แต่อาจไม่ใช่วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับในระยะยาวที่ดีที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่นอนไม่หลับของผู้ป่วยแต่ละราย
แนวคิดการรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่สำคัญ
แพทย์หรือนักจิตวิทยาจะสอบถามและทดสอบ เพื่อดูว่าพฤติกรรมใดส่งเสริมการนอนหลับ หรือส่งเสริมให้เกิดปัญหาการนอนหลับกับตัวผู้ป่วย แล้วหาสาเหตุทางด้านความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่นำไปสู่อาการนอนไม่หลับได้ในท้ายที่สุด
โดยในระหว่างการรักษา แพทย์อาจแนะนำเทคนิคสำคัญที่ช่วยในการรักษาโรคนอนไม่หลับ ได้แก่
- การจำกัดระยะการนอน (sleep restriction) และ การบีบอัดระยะเวลาการนอน (sleep compression) : เป็นหนึ่งในเทคนิคการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการจำกัดระยะเวลาการนอนบนเตียงให้น้อยลง เพื่อฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายในส่วนที่สร้างแรงขับที่จะหลับ (sleep drive)
- การบำบัดด้วยการควบคุมสิ่งเร้า (stimulus control therapy) : หลายคนที่มีอาการนอนไม่หลับจะเริ่มกลัวห้องนอนและเตียงของตัวเอง จึงเป็นการเชื่อมโยงทางความรู้สึกในแง่ลบ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกตื่นเต้นหรือกังวล เมื่อถึงเวลานอน กลยุทธ์นี้ จะช่วยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในการนอนให้ดีขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายเมื่อถึงเวลานอน
- การปรับพฤติกรรมและความคิด (Cognitive behavior therapy) : เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลใจในการนอนหลับ โดยการค้นหาความเชื่อที่บิดเบือน และแทนที่ด้วยความเชื่อใหม่ที่เอื้อให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น โดยอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การรักษาด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ (psychoeducation) หรือการปรับโครงสร้างทางความคิด (cognitive restructuring) เป็นต้น
- การสร้างเสริมสุขอนามัยในการนอน (Sleep hygiene) : เป็นแนวทางการเปลี่ยนนิสัยการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มคาเฟอีน การดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นประจำ
การฝึกผ่อนคลาย (Relaxation training) : เป็นการฝึกฝนที่ช่วยให้เราสงบจิตใจและร่างกายของตัวเอง เพื่อลดความตื่นเต้นหรือความกังวล ไม่ว่าจะเป็น การทำสมาธิ การนึกภาพ (imaginary training) การฝึกการหายใจ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีเทคนิค CBT-I อีกมาก ที่แพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจเลือกนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงสาเหตุที่เกิดโรคของผู้ป่วยด้วย
CBT-I เหมาะกับใคร?
CBT-I เหมาะกับผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับที่ไม่เคยพบแพทย์มาก่อน หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เคยรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยยามาแล้ว (แต่ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก) ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธี CBT-I ได้ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสนับสนุนว่า การรักษาด้วยวิธี CBT-I มีผลการรักษาโรคนอนไม่หลับในระยะยาวดีกว่าการใช้ยา benzodiazepine และ nonbenzodiazepine อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษา เนื่องจากในบางรายที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาก่อน จนอาการทุเลาลงแล้วจึงเข้ารับการรักษาด้วย CBT-I ต่อไปได้
ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วย CBT-I
การรักษาจะเริ่มจากผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคว่าอาการนอนไม่หลับของคนไข้ มีแนวโน้มมาจากสาเหตุอะไร
เมื่อแพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้แล้วว่า ผู้ป่วยนอนไม่หลับเพราะโรคนอนไม่หลับจริง ๆ เช่น เกิดการตื่นตัวของร่างกาย หรือเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งช่วงเวลานอน ก็จะส่งให้มารับการรักษาโดยวิธี CBT-I โดยนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดต่อไป
ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับ แพทย์จะใช้การพูดคุย การให้ความรู้ และการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย โดยมีการสร้างความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น สามารถหลับได้เร็ว การนอนหลับมีความต่อเนื่อง และมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี เหมาะสมตามศักยภาพของผู้รับการบำบัด
ระยะเวลา และจำนวนครั้งที่ต้องเข้ามารักษา
การรักษาโรคนอนไม่หลับ จะใช้การพบกันประมาณ 6-8 ครั้ง ครั้งละประมาณ 45-60 นาที ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ครั้งที่ 1 แจ้งแนวทางรักษา ประเมินปัญหา : จะเป็นการสัมภาษณ์ประวัติเบื้องต้น ทำชุดแบบทดสอบเพื่อประเมินปัญหา และการทำบันทึกประจำวันด้านการนอนหลับ เพื่อวางแผนการรักษาในครั้งถัดไป
ครั้งที่ 2-4 ปรับเปลี่ยนโดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ :เป็นการรักษาโดยใช้การปรับพฤติกรรมการเข้านอนและตื่นนอน ที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Body Clock) หรือนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ของผู้รับบริการ โดยใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเมื่อต้องเผชิญปัญหาการนอนไม่หลับ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบำบัดรักษา
ครั้งที่ 5 ฝึกฝนการผ่อนคลาย : ฝึกฝนเทคนิคการผ่อนคลายและการจัดการความเครียด เพิ่มเพิ่มพูนศักยภาพในการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมิติที่ส่งผลให้การนอนหลับเกิดขึ้นยาก
ครั้งที่ 6 – 8 คงไว้ซึ่งผลดีของการรักษา : การทำงานร่วมกันโดยใช้การปรับความคิด หรือวิธีคิดที่ส่งผลให้การนอนหลับถูกรบกวน โดยใช้การรู้คิดและพฤติกรรมบำบัด (CBT) เพื่อสร้างเสริมทักษะให้สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง
รักษาอาการนอนไม่หลับ ซื้อยานอนหลับกินเอง อันตราย!
ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้ และทุกคนล้วนอยากหายขาดจากอาการนอนไม่หลับ แต่ถ้าเรามุ่งไปที่การแก้ไขอาการเลย โดยเฉพาะการซื้อยากินเอง ทั้ง ๆ ที่สาเหตุยังไม่ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะไม่หายขาด ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เมื่อหยุดใช้ยาก็อาจกลับมาเป็นซ้ำ
นอกจากนี้ อาจเกิดผลข้างเคียงของยาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง เกิดผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้ อีกทั้ง ยังมีโอกาสทำให้โรคนอนไม่หลับเป็นหนักขึ้น หรือเรื้อรังมากขึ้นได้อีกด้วย
การนอนไม่หลับ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น การมาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ชำนาญการเฉพาะด้าน และได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่า
การรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์
การรักษาโรคนอนไม่หลับที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์ จะมีบริการรักษาโรคนอนไม่หลับแบบ CBT-I โดยนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ที่ผ่านการศึกษาด้านการนอนหลับมาโดยเฉพาะ รวมถึงการศึกษาในด้านที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม จิตวิทยาคลินิกและชุมชน ปรัชญาและศาสนา
หากท่านใดสนใจรักษาโรคนอนไม่หลับ ต้องการปรึกษาหรือเข้ารับการตรวจ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ช่องทางติดต่อต่าง ๆ ของเรา
สรุป
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่ทำให้หลับยาก หลับไม่ทน หรือทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาเร็วกว่าเวลาอันสมควร และกำลังเป็นโรคที่ผู้คนเป็นกันมากขึ้นในยุคนี้
แนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยวิธี Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia ที่เรียกว่า CBT-I เป็นแนวทางรักษาโรคนอนไม่หลับที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในการแพทย์ตะวันตก เพราะมีงานวิจัยและการศึกษาที่ยืนยันประสิทธิภาพการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี
อย่างไรก็ดี เนื่องจากแนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย สภาพจิตใจและปูมหลังของผู้ป่วย ดังนั้น หากมีอาการและสงสัยว่า นอนไม่หลับทำอย่างไรดี? มีข้อแนะนำ คือ ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุอาการต่าง ๆ และนำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์ Sleep lab ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) แก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ
เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687










