เด็กนอนกรน

ลูกนอนกรน หากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจกระทบพัฒนาการสำคัญ

ผู้ปกครองอาจคิดว่า ลูกนอนกรนเป็นเรื่องธรรมชาติ ใคร ๆ ก็มักจะนอนกรน แต่ที่จริงแล้ว เด็กนอนกรนอาจเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) หรือภาวะ OSA ส่งผลทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และยังกระทบกับช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการในเด็กอีกด้วย

เราจะมาแนะนำวิธีป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แนวทางสังเกตอาการของเด็กนอนกรน แบบไหนที่เสี่ยง รวมถึงหลักการรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็ก

เด็กนอนกรน เกิดจากอะไร?

สาเหตุ เด็กนอนกรน

เด็กนอนกรน เกิดจากทางเดินหายใจส่วนต้นมีการตีบแคบหรือถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ ทำให้เด็กมีอาการกรนหรือหยุดหายใจ มักมีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต โรคอ้วนในเด็ก จมูกอักเสบเรื้อรังเพราะภูมิแพ้ หรือโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ 

ภาวะนอนกรนในเด็ก มี 2 ประเภท

  1. เด็กนอนกรน แต่ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Primary snoring): เป็นการนอนกรนที่ก่อให้เกิดเสียงดังเพียงอย่างเดียว ไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่พบภาวะพร่องออกซิเจน และไม่พบการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เพราะทำให้เด็กนอนหลับได้ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร
  2. เด็กนอนกรน และมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea: OSA): เป็นการนอนกรนที่เกิดร่วมกับการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้อากาศผ่านเข้าจมูกและปากได้ไม่สะดวก และในบางช่วงอากาศไม่สามารถผ่านได้เลย เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดตามมา ถือเป็นประเภทที่มีอันตรายต่อสุขภาพของเด็กอย่างมาก

ลูกนอนกรน หากเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายกว่าที่คิด

จากสถิติปี 2016 พบว่าเด็กทั่วโลกอายุระหว่าง 2-8 ปี มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับประมาณ 1-5% แต่ในประเทศไทย พบเด็กนอนกรนเป็นประจำ 6-8% เลยทีเดียว ยิ่งถ้าเกิดร่วมกับภาวะ OSA จะพบมากประมาณ 0.7-1.3% แปลว่า อาการนอนกรน เป็นปัญหาที่พบในเด็กได้บ่อยมากกว่าที่คิด 

เด็กนอนกรน มีผลต่อไอคิว

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ทำให้ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในร่างกาย สมองจึงถูกปลุกให้ตื่นจากหลับลึกมาเป็นหลับตื้น เพื่อให้หายใจได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเกิดซ้ำๆ ตลอดทั้งคืน จนทำให้มีคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง

ภาวะนี้จะทำให้สมองและร่างกายไม่ได้พักผ่อน และการหลั่งฮอร์โมนต่างๆจะผิดเพี้ยนไป เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว 

มีการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ OSA โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรคอ้วนร่วมด้วย พบว่ามีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เนื่องจากการนอนที่ไม่ปกติ ทำให้ไม่มีสมาธิ ส่งผลต่ออารมณ์ มีอารมณ์หงุดหงิด และพบพฤติกรรมที่รุนแรงในเด็ก มีผลการเรียนแย่ลง มีความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กปกติ และหากได้รับการรักษาภาวะดังกล่าว พบว่าผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรือกลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้น หากลูกนอนกรนแล้วมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผู้ปกครองควรพิจารณาพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด

ลูกนอนกรน มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง?

การเกิด OSA ในเด็กอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกายวิภาค ของทางเดินหายใจส่วนต้น ตลอดจนถึงระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมทางเดินหายใจส่วนต้น

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้เด็กนอนกรนหรือมีภาวะ OSA คือ ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต รองลงมาคือโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งจะแตกต่างจาก OSA ในผู้ใหญ่ที่มักจะสัมพันธ์กับภาวะอ้วน อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวขึ้นในเด็ก 

สาเหตุ หยุดหายใจขณะนอนหลับ

1. ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต

ภาวะนอนกรนและ OSA ในเด็กมักพบในลูกน้อยที่มีต่อมอะดินอยด์และทอนซิลที่ขยายตัวขึ้น เมื่อลูกนอนหลับ กล้ามเนื้อบริเวณช่องคอจะคลายตัวลง เป็นผลให้ช่องทางเดินอากาศบริเวณช่องปากด้านหลังตีบแคบลงเกิดเป็นเสียงกรน หรือทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจของลูกน้อยได้

ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต มีสาเหตุที่พบมากที่สุด มาจากภาวะจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ นอกจากนั้น อาจมาจากพันธุกรรม การติดเชื้อ หรือการอักเสบอื่น ๆ อย่างไรก็ดี มีกรณีที่พบว่าเด็กมีต่อมทอนซิลขนาดปกติ แต่ก็ยังมีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจระหว่างการนอนหลับได้ด้วยเช่นกัน

2. โรคอ้วนในเด็ก (Obesity)

โรคอ้วนในเด็ก ทำให้มีไขมันเข้าไปสะสมบริเวณกล้ามเนื้อของช่องทางเดินหายใจ และทำให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบลง ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เด็กนอนกรนหรือเกิดภาวะ OSA

* โรคอ้วน (Obesity) ได้รับการนิยามให้เป็น “โรค” โดยองค์การอนามัยโลกหรือ WHO เนื่องจากเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์ และยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้อีกมากมาย ซึ่งภาวะนอนกรนและ OSA ก็ถือว่าเป็น 1 ในของแถม ที่มักเกิดขึ้นกับคนที่เป็นโรคอ้วน โดยเฉพาะเด็ก ๆ

3. ปัจจัยอื่น ๆ

  1. พบประวัติว่าสมาชิกในครอบครัว มีภาวะ OSA
  2. ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือความผิดปกติของสมองอื่น ๆ
  3. โรคกล้ามเนื้อเสื่อม หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้ออื่น ๆ
  4. โรคทางระบบประสาท หรือไขสันหลัง
  5. ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะ หรือโครงสร้างใบหน้า เช่น คางสั้น
  6. ปัญหาทางด้านทันตกรรม และปัญหาการจัดฟัน (Orthodontic Problems) บางชนิด เช่น สบฟันคร่อม (Crossbite)
  7. ภาวะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)
  8. มีประวัติตอนแรกเกิด ว่าน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
  9. มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
  10. กลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี่ (Prader-Willi Syndrome หรือ PWS)
  11. ภาวะแคระแกร็นจากความผิดปกติของกระดูก (Achondroplasia)
  12. โรคทางพันธุกรรม ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญ เช่น กลุ่มอาการฮันเตอร์ (Hunter Syndrome) 

ผลกระทบเมื่อเด็กนอนกรนร่วมกับภาวะ OSA มีอะไรบ้าง?

หากเด็กนอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จะมีผลกระทบดังนี้ 

ผลกระทบจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ผลกระทบในระยะสั้น

ผลกระทบในระยะยาว

ด้านสุขภาพกาย

– ง่วงนอนระหว่างวัน
(เป็นบางราย)

– เจ็บคอบ่อย ๆ ติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลบ่อย ๆ



– การเจริญเติบโตไม่ดี

– ตัวเตี้ย

– ความดันโลหิตในปอดสูง จากการขาดออกซิเจนเรื้อรังขณะหลับ หัวใจทำงานหนักอาจทำให้หัวใจวาย

– อาจทำให้เด็กเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน

ด้านสุขภาพจิต

และพฤติกรรม

– ไม่อยากตื่นนอน

– รู้สึกไม่สดชื่น

– สมาธิสั้น อยู่ไม่สุขหรืออยู่ไม่นิ่ง

– ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซน ก้าวร้าว

– ความสามารถในการเรียนแย่ลง (IQ ต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกัน)

– ความจำและความคิดที่ซับซ้อนแย่ลง

– ปัญหาด้านพัฒนาการ

ผลกระทบจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับของเด็กและของผู้ใหญ่อาจแตกต่างกันอยู่บ้าง ในขณะที่ผู้ใหญ่มักมีอาการง่วงนอนในตอนกลางวัน แต่เด็กมักจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมมากกว่า 

วิธีสังเกตอาการ ลูกนอนกรนแบบไหน อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แบบทดสอบ เด็กนอนกรน

ช่วงกลางคืน สังเกตอะไรบ้าง? 

ผู้ปกครองอาจดูได้จากอาการอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ เด็กมีอาการนอนกรนบ่อยครั้ง หยุดหายใจ พยายามสูดหายใจ หายใจเหนื่อยหอบ หน้าอกบุ๋ม คอบุ๋ม ท้องโป่ง และมีอาการสะดุ้งตื่น ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ในช่วงกลางคืน เช่น เหงื่อออก ตื่นมาปัสสาวะตอนนอน บางรายปัสสาวะราด

ช่วงเช้า สังเกตอะไรบ้าง?

เนื่องจากภาวะ OSA อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าลูกของคุณไม่ได้นอนกรน จึงมีข้อแนะนำเพิ่มเติมให้สังเกตพฤติกรรมลูกน้อยของคุณในช่วงเช้าด้วย หากลูกของคุณตื่นนอนตอนเช้าด้วยความรู้สึกไม่สดชื่นหรือเหนื่อยล้าเป็นประจำ อาจมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ให้พามาตรวจได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องดูว่าลูกนอนกรนหรือไม่?

ระหว่างวัน สังเกตอะไรบ้าง?

เด็กที่มีภาวะ OSA มักแสดงออกมาในแง่ของอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น งอแงไม่อยากตื่นนอน (ต้องพยายามปลุกอยู่หลายครั้ง) มีภาวะอยู่ไม่สุข จดจ่อสิ่งใดไม่ได้นาน ความจำแย่ลง หรือผลการเรียนแย่ลง เป็นต้น ดังนั้น หากสังเกตว่าพฤติกรรมของเด็กผิดไปจากปกติ ก็ควรพามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจได้เช่นกัน

แบบสอบถามเพื่อประเมินความรุนแรงภาวะ OSA ในเด็ก

จากแนวทางการสังเกตข้างต้น ผู้ปกครองสามารถประเมินความเสี่ยง OSA ในเด็กได้ จากแบบทดสอบนี้

วิธีการให้คะแนน: ระดับคะแนนที่ประเมิน จะเป็นความถี่ของอาการ/ภาวะที่เกิดขึ้นกับเด็ก ได้แก่

1 – ไม่เกิดขึ้นเลย, 2 = แทบไม่เกิดขึ้น, 3 = เกิดขึ้นน้อยมาก, 4 = เกิดขึ้นบ้างบางครั้ง,

5 – เกิดขึ้นบ่อยพอควร, 6 = เกิดขึ้นบ่อยมาก, 7 = ตลอดเวลา

ประเมินให้ใกล้เคียงกับความบ่อยของอาการหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกของท่าน ตามตารางด้านล่างนี้ แล้วรวมคะแนนที่ได้ทั้งหมดที่ได้ ยิ่งมีค่าสูง ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของเด็กที่สัมพันธ์กันกับระดับความรุนแรงของภาวะ OSA ในเด็ก

อาการของลูกขณะนอนหลับในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…นอนกรนเสียงดัง ?

1

2

3

4

5

6

7

…มีหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

..สำลักหรือสะดุ้งเฮือกขณะหลับ ?

1

2

3

4

5

6

7

…นอนกระสับกระส่ายหรือสะดุ้งตื่นบ่อยๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

อาการทางร่างกายของลูกขณะตื่นในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…หายใจทางปากเพราะหายใจทางจมูกไม่สะดวก ?

1

2

3

4

5

6

7

…เป็นหวัดหรือเป็นโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นบ่อยๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

…น้ำมูกไหล ?

1

2

3

4

5

6

7

…กลืนอาหารลำบาก ?

1

2

3

4

5

6

7

อาการทางอารมณ์และจิตใจของลูกในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…อารมณ์แปรปรวน หรือ กรีดร้องเวลาไม่ได้ดั่งใจ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ก้าวร้าว หรือ ซุกซนมากผิดปกติ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ควบคุมยากเอาแต่ใจ ?

1

2

3

4

5

6

7

พฤติกรรมของลูกขณะตื่นในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…ผล็อยหลับเวลากลางวัน ?

1

2

3

4

5

6

7

…ขาดสมาธิหรือสมาธิสั้น ?

1

2

3

4

5

6

7

…ปลุกตื่นยากในตอนเช้า ?

1

2

3

4

5

6

7

ความห่วงใยของท่านต่อตัวลูกในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่านมีปัญหาต่อไปนี้บ่อยแค่ไหน 

คะแนน

…รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพทั่วไปของลูก ?

1

2

3

4

5

6

7

…รู้สึกเป็นห่วงกับลูกจะหายใจได้ไม่เพียงพอหรือขาดอากาศหายใจ?

1

2

3

4

5

6

7

…ความกังวลที่เกิดขึ้นนั้นรบกวนจนทำให้ท่านไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ท่านรู้สึกหงุดหงิดกับปัญหาที่เกิดขึ้น ?

1

2

3

4

5

6

7

แบบสอบถามเพื่อวัดคุณภาพชีวิต เพื่อประเมินภาวะการหายใจผิดปกติขณะหลับ

หมายเหตุ แบบสอบถามนี้ใช้ประโยชน์ในการประเมินคุณภาพชีวิต ติดตามอาการของผู้ป่วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง และช่วยประเมินความรุนแรงของภาวะ OSA ในเด็ก แต่ไม่ใช่แบบทดสอบเพื่อการวินิจฉัยภาวะ OSA 

แนวทางป้องกัน ลูกนอนกรนหรือมีภาวะ OSA

แนวทางการป้องกัน และแนวทางการรักษาเบื้องต้นโดยการปรับพฤติกรรมของเด็ก จะมีลักษณะคล้ายกัน  เพราะมีจุดประสงค์เพื่อลดสาเหตุที่ทำให้เด็กนอนกรน หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ระวังอย่าให้ลูกของคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์

สำหรับเด็กที่ยังมีน้ำหนักตัวไม่มากหรือเกินเกณฑ์มาเล็กน้อย ผู้ปกครองควรวางแผนปรับนิสัยการใช้ชีวิตประจำวันของลูกน้อยดังนี้

  1. ให้เด็กกินอาหารให้ครบ 5 หมูและได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับวัย
  2. สำหรับเด็กที่เริ่มมีภาวะอ้วน ให้คุมอาหาร อาจขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการที่เชี่ยวชาญด้านการคุมอาหารสำหรับเด็ก
  3. แนะนำกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ หรือพาเด็กออกกำลังกาย เพื่อให้เขาได้ใช้พลังงานในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กกลับมามีน้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์ปกติอีกครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตีบตันของช่องคอที่มาจากการสะสมของไขมันได้

ลดความเสี่ยงโอกาสเกิดภูมิแพ้

ผู้ปกครองควรดูแลรักษาความสะอาดของห้องนอนและเครื่องนอนของเด็ก หรือหากเด็กโตหน่อย อาจฝึกฝนให้เขารับผิดชอบการดูแลข้าวของเครื่องใช้ของตน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ในห้องนอน อาจกำหนดช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนหรือนำไปซักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดอาการแพ้ และป้องกันเชื้อโรคที่มีกับฝุ่น

เสริมสร้างสุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับ 10 ประการสำหรับเด็ก (Sleep Hygiene) 

ผู้ปกครอง ควรกระตุ้นสุขนิสัยที่ดีในการเข้านอนของลูกน้อยให้เป็นนิสัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับของเด็กและถือเป็นบันไดขั้นแรกในการจัดการปัญหาการนอนหลับของเด็กอีกด้วย โดยหลักปฏิบัติที่สำคัญ มีดังนี้

  1. เข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรเกิน 3 ทุ่ม
  2. ทำกิจวัตรในแต่ละวันให้ตรงเวลา เช่น ทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา ควรทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง คือ 6 โมงเย็น
  3. สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ควรให้นอนกลางวันด้วย
  4. ให้ออกกำลังกายกลางแจ้ง
  5. พยายามรับแสงเยอะ ๆ ตอนเช้าและตอนกลางวัน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน เนื่องจาก “แสงอาทิตย์หรือแสงไฟ” จะมีผลต่อวงจรของระบบการทำงานในร่างกาย โดยเฉพาะความรู้สึกง่วงและการนอนหลับ
  6. ให้เด็กใส่ชุดสบาย ๆ เวลาเข้านอน และห้องนอนควรมืด เย็น และเงียบ
  7. ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ
  8. ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน เนื่องจากเนื้อหาต่าง ๆ ในอุปกรณ์ รวมถึงแสงสีฟ้า อาจกระตุ้นให้เด็กตื่นเต้นจนไม่รู้สึกง่วง
  9. นอนตามจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมกับอายุ
  10. พยายามฝึกเข้านอนด้วยตนเองจนติดเป็นนิสัยและทำให้ได้ทุกวัน 

การวินิจฉัยของแพทย์ เมื่อเด็กนอนกรนหรือมีภาวะ OSA

เบื้องต้นแพทย์จะประเมินความรุนแรงอาการ โดยดูจากประวัติของเด็กและคนในครอบครัว และตรวจดูบริเวณศีรษะ ใบหน้า หู คอ จมูก และช่องปาก ปอด และหัวใจ หรือระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาสั่งตรวจ X-ray บริเวณศีรษะเพื่อดูโครงสร้างของกะโหลกศีรษะ ความกว้างของทางเดินหายใจ และดูขนาดของต่อมอะดีนอยด์ว่ามีการโตหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจการนอนหลับ (sleep test) ด้วยแล้ว จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระหว่างนอนหลับของเด็ก มีความแม่นยำและละเอียดมากขึ้น

การตรวจการนอนหลับ (sleep test) เมื่อเด็กนอนกรน

หากพบว่าเด็กนอนกรน ควรได้รับการตรวจการนอนหลับ (sleep test) เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างที่เด็กนอนหลับ โดยใช้เครื่องมือแพทย์ที่สามารถวัดค่าต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด เช่น ระดับออกซิเจนในเลือด การหายใจ คุณภาพการนอนหลับ และอื่น ๆ ผู้ปกครองสามารถเลือกทำ sleep test ได้ทั้งที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับหรือแม้แต่ที่บ้าน ตามความสะดวกและความเหมาะสม

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ เรามีบริการ ตรวจวินิจฉัยการนอนหลับแบบ Full sleep test ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย ดูรายละเอียดบริการของเราได้ที่นี่ https://www.bkksleepcenter.com/BSC-services 

การตรวจการนอนหลับสามารถทำได้ในทุกเพศทุกวัยหรือไม่?

การตรวจการนอนหลับสามารถส่งตรวจได้ในทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดอายุ อย่างไรก็ตามการตรวจผู้ป่วยเด็กทารกจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่มีขนาดเล็กสำหรับทารก มีเจ้าหน้าที่และแพทย์ที่ชำนาญในการแปลผลการตรวจของเด็กเล็ก ซึ่งสามารถทำได้ในห้องตรวจบางแห่งเท่านั้น

ผู้ปกครองควรศึกษาข้อมูลโดยละเอียดก่อนตัดสินใจ สามารถอ่านข้อมูลการตรวจ sleep test ได้ที่นี่ https://www.bkksleepcenter.com/Sleep-test 

การรักษาลูกนอนกรนและภาวะ OSA

การพิจารณาการรักษาภาวะ OSA ในเด็กนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของโรค ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็ก เพื่อทำการรักษาได้อย่างตรงจุด

  1. การผ่าตัดเอาต่อมทอนซินและต่อมอดีนอยด์ออก เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในโดยเฉพาะกรณีที่เด็กที่มีภาวะ OSA ที่มาจากสาเหตุของต่อมทอนซิลและเหนือต่อมอะดีนอยด์โต
  2. การรักษาด้วยยา เช่น ยารักษาอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือยาแก้อักเสบเพื่อรักษาต่อมทอนซิล หรือการให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือ ซึ่งอาจช่วยลดอาการของ OSA ได้ชั่วคราว ใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีความรุนแรงของภาวะ OSA น้อย ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิน หรือต่อมอะดีนอยด์ได้
  3. เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) เป็นการรักษาที่ได้ผลดีในเด็กโต ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด ใช้รักษาในเด็กที่ไม่ต้องการผ่าตัด เด็กที่มีภาวะอ้วน เป็นโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หรือเด็กที่ได้รับการผ่าตัดแล้วยังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอยู่  ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะ OSA ในเด็ก
  4. การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การให้ออกซิเจนขณะหลับ การรักษาด้วยอุปกรณ์ทันตกรรม หรือรักษาด้วยวิธีการขยายขากรรไกรและเพดานปากให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ อาจมีข้อจำกัดในการรักษาผู้ป่วยเด็กเฉพาะราย และบางการรักษาในผู้ป่วยเด็กยังมีจำกัด ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจิฉัยและพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสม

ลูกนอนกรน อยากรักษา หาหมอที่ไหนดี?

หากไม่แน่ใจว่าลูกนอนกรนแล้วมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ หรือไม่? ควรพาลูกไปตรวจการนอนหลับอย่างละเอียด โดยเลือกสถานที่ที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็กโดยเฉพาะ มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐาน

นอกจากนี้ ควรเลือกสถานที่ตรวจ ที่ช่วยให้เด็กผ่อนคลาย บรรยากาศไม่ดูซีเรียสจริงจังเกินไป เพราะยิ่งเด็กได้นอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งส่งผลดีต่อการตรวจ 

บรรยากาศของ sleep lab กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์: เราเลือกที่จะทำสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิมที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวและทำให้ความรู้สึกสบายใจ ห้องที่ทำการตรวจ sleep test ก็เป็นห้องพักแยกและมีความเป็นส่วนตัว โดยผู้ปกครองสามารถเข้ามานอนค้างกับเด็กได้อย่างสะดวกสบาย

สรุป

สุขภาพกาย สุขภาพใจ และพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย มาจากคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาในแต่ละวัน ทั้งช่วงเวลากลางวัน ที่เขาจะได้ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาการเรียนรู้ ไปจนถึงช่วงเวลากลางคืน ที่เขาจะได้นอนหลับพักผ่อนและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับที่มีคุณภาพของลูกน้อยในยามค่ำคืน จึงสำคัญไม่แพ้ในช่วงเวลากลางวัน

ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ ศึกษาถึงปัญหาและ ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อลูกนอนกรน พร้อมหาแนวทางป้องกันและรักษา หากพบความผิดปกติต่าง ๆ ของลูกระหว่างนอนหลับ จะได้รีบพาไปรับการตรวจรักษาได้ทันท่วงที ให้ลูกน้อยของคุณได้กลับมานอนหลับฝันหวานได้อีกครั้ง

“จุดเริ่มต้นของวันใหม่ที่ดี เริ่มต้นจากการนอนหลับตั้งแต่เมื่อคืน”

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่อง CPAP เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ
เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

crop-1537888565700

ทำไมเราถึงฝันว่าจมน้ำบ่อยๆ

กำลังดำน้ำอย่างเพลิดเพลิน ทำไมอยู่ดีๆก็รู้สึกเรากำลังด่ำดิ่งลึกลงไป ลึกลงไป คล้ายกับไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แล้ว นี่เรากำลังจะจมน้ำแล้วใช่ไหม… แต่สุดท้าย เราก็ฮึดสู้ เราจะตายไม่ได้ เอาขาถีบตัวเองให้ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำจนได้ รอดแล้ว ! และสะดุ้งตื่น สำลักน้ำในมหาสมุทร … ไม่ใช่สิ นี่เราสำลักน้ำลาย เหตุการณ์เหมือนเกิดขึ้นจริงมากๆ หัวใจเต้นแรง เหนื่อยมาก ฝันร้ายอีกแล้วซิเรา

นอกจากฝันว่าจมน้ำแล้ว บางคนฝันว่าวิ่งหนีอะไรสักอย่าง วิ่งจนเหนื่อย พอจะพลาดท่า ก็สะดุ้งตื่น บางคนเปลี่ยนหมอน เปลี่ยนท่านอน เปลี่ยนเตียงนอน หรือบางคนพึ่งพาไสยศาสตร์กันเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อาการแบบนี้ Bangkok Sleep Center อาจมีคำตอบให้เราได้ค่ะ เพราะการฝันเช่นนี้บ่อยๆ อาจเกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ( Obstructive Sleep Apnea ) เป็นอาการที่ทางเดินหายใจหย่อนตัวขณะนอนหลับ จึงทำให้ทางเดินหายใจแคบลง หรือถูกอุดกั้น แต่ร่างกายเรายังต้องการออกซิเจน จึงพยายามฝืนหายใจ ทำให้เราฝันสอดคล้องกับสภาวะของร่างกาย แต่ทำไมทุกๆครั้ง เราสะดุ้งตื่น ก็เพราะร่างกายเรามีกลไกอัตโนมัติช่วยเอาไว้นั่นเอง

ที่นี้ผลกระทบ นั่นก็คือ สมองเราขาดออกซิเจนนั่นเอง ซึ่งในระยะสั้น เราอาจมีอาการปวดหัวจี๊ด ตอนตื่นนอน มึนหัว ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงทั้งวัน ไม่มีสมาธิ แต่ผลในระยะยาวนี่แหละค่ะ ที่น่ากลัว นั่นคือ ความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง  และสมรรถภาพทางเพศลดลงไปด้วย

ปัจจุบันมีข้อมูลและความรู้มากมายเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการนอนหลับ ของสมาคมโรคนอนหลับแห่งประเทศไทย เราสามารถอ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.sst.or.th และ สามารถดาวน์โหลดสารพันปัญหาการนอนหลับ ได้ที่ http://sst.or.th/sleep/

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้นอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

crop-1619941037568

รักษานอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

รักษานอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

ทำไมเราถึงนอนกรน

“นอนกรน” คืออาการของคนที่นอนหลับแล้วหายใจมีเสียงดัง ครอก… ฟี้….  ภาวะนี้เกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอและโคนลิ้น ตีบแคบลงขณะที่นอนหลับสนิท ทำให้ทรวงอกต้องออกแรงหายใจเข้าและหายใจออกมากขึ้น เพื่อสูดอากาศให้ผ่านช่องคอที่ตีบแคบ เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ บริเวณช่องคอ ดังเป็นเสียงกรน 

การนอนกรนในผู้ใหญ่มักพบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักมาก ลำคอสั้น มีไขมันพอกบริเวณช่องคอ 
หรือผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ และมักจะมีเสียงกรนดังมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น 
ส่วนในเด็กมักเกิดจากต่อมทอลซิลและอดินอยด์ที่โตขึ้น

นอนกรนอันตรายหรือไม่

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการนอนกรนเป็นบุคลิกการนอนเฉพาะตัวของคน ๆ นั้น  อาจจะเพียงแค่สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ที่นอนด้วย 

แต่มีหลักฐานทางการระบุแพทย์ชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่นอนกรนเสียงดัง มักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้นอนหลับไม่สนิท สมองและร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อน เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับคืออะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคอคลายตัวลงขณะที่นอนหลับสนิท กล้ามเนื้อเหล่านี้ ได้แก่ เพดานอ่อนที่ด้านหลังช่องปาก ลิ้นไก่ ต่อมทอลซิล และโคนลิ้น เมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อคลายตัวถึงจุดหนึ่ง ช่องทางเดินหายใจ ที่ลำคอจะถูกปิดสนิททำให้อากาศไม่สามารถไหลผ่านเข้า-ออกได้ เกิดเป็นภาวะหยุดหายใจขึ้นนานครั้งละ 10 วินาที -30 วินาที

ภาวะนี้ทำให้ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในร่างกาย สมองจึงถูกปลุกให้ตื่นจากหลับระดับลึก-มาเป็นหลับระดับตื้น เตือนกล้ามเนื้อบริเวณลำคอให้เกร็งตัวเพื่อให้เปิดทางเดินหายใจขึ้นอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เราเสียชีวิต 

หากเกิดช่วงเวลาสั้นๆ เรามักจะไม่รู้สึกตัว แต่หากเกิดนานขึ้น ร่างกายจะกระตุก สะดุ้งตื่น ภาวะนี้มักเกิดซ้ำๆกันได้ตั้งแต่ 5 ครั้งต่อชั่วโมง ถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง เกิดซ้ำๆตลอดทั้งคืน

เราสามารถสังเกตอาการของคนที่เป็นได้ว่า มักจะนอนกรนและมีเสียงหยุดกรนเป็นระยะๆ (ตอนหยุดหายใจ) และกลับมากรนใหม่ มีอาการสำลักหรือพลิกตัว เปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ

แต่ผู้ที่เป็นมักไม่รู้ตัวและเข้าใจว่าตนเองนอนได้ดีทั้งคืน หากสงสัยว่าจะเป็นแต่นอนคนเดียว ต้องถามคนที่นอนด้วยจะทราบได้ หรือใช้ application ในโทรศัพท์มือถือเช่น SnoreLab ในการดูในเบื้องต้น 

ผลเสียของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะนี้จะทำให้สมองและร่างกายไม่ได้พักผ่อน และการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ จะผิดเพี้ยนไป เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว 

ผลเสียระยะสั้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นซ้ำๆตลอดทั้งคืน ผู้ที่มีภาวะนี้จึงรู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นเช้า มีอาการปวดหัวหรือมึนหัวตอนเช้าๆ อาการที่สังเกตได้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง คือ มักจะรู้สึกง่วงนอนมากตอนกลางวัน อ่อนเพลีย นั่งเฉยๆ ก็หลับ ต้องดื่มกาแฟปริมาณมาก ง่วงนอนหรือหลับในขณะขับรถ

หากเป็นมานานสักระยะ ความจำและสมาธิมักจะลดลง หงุดหงิดง่ายขึ้น ความเฉียบคมทางความคิดและประสิทธิภาพในการตัดสินใจแย่ลง เป็นต้น 

ผลเสียระยะยาวของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เพราะการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) และฮอร์โมนอื่นๆ ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายจะเกิดได้ดีเมื่อเราหลับสนิท ความสมดุลของการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ และการทำงานของระบบประสาท ในผู้ที่มีภาวะนี้จึงลดลง ร่างกายอยู่ในภาวะเครียดเป็นระยะเวลานานเป็นเดือน เป็นปีจึงทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วและก่อให้โรคเรื้อรังตามมา เช่น 

  • เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคความจำเสื่อม (อัลโซเมอร์)
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การตรวจการนอนหลับ หรือที่เรียกว่า sleep test

การตรวจการนอนหลับ (sleep test หรือ polysomnography) คือ การตรวจเช็คการทำงานของร่างกายขณะนอนหลับ เช่น การตรวจคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของทรวงอก การเต้นของหัวใจ ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในร่างกาย การเคลื่อนไหวของดวงตา และ แขน-ขา เป็นต้น 

โดยจะมีการติดอุปกรณ์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เฝ้าตรวจการนอนของเราตลอดทั้งคืน ความละเอียดของการนอนหลับมีหลายระดับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล และ ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยเราจะต้องไปนอนตรวจตอนกลางคืนที่สถานที่นั้นๆ (ยกเว้นแต่ผู้ที่ติดนิสัยนอนตอนกลางวัน เช่น คนที่ทำงานตอนกลางคืน จะสามารถตรวจตอนกลางวันได้)

ผลที่ได้จากการตรวจจะได้รับการแปลผลและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงระดับไหน สามารถใช้ค่าที่ได้จากการตรวจในการวางแผนการรักษาและติดตามการรักษา เช่น ใช้ในการปรับแรงดันลมของเครื่อง CPAP เป็นต้น

ตรวจ Sleep test ที่ไหนดี

สถานที่ตรวจ Sleep test มีในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และศูนย์ตรวจการนอนหลับ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและการใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล 

โดยจะมีการติดอุปกรณ์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เฝ้าตรวจการนอนของเราตลอดทั้งคืน ความละเอียดของการนอนหลับมีหลายระดับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล และ ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยเราจะต้องไปนอนตรวจตอนกลางคืนที่สถานที่นั้นๆ (ยกเว้นแต่ผู้ที่ติดนิสัยนอนตอนกลางวัน เช่น คนที่ทำงานตอนกลางคืน จะสามารถตรวจตอนกลางวันได้)

ผลที่ได้จากการตรวจจะได้รับการแปลผลและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงระดับไหน สามารถใช้ค่าที่ได้จากการตรวจในการวางแผนการรักษาและติดตามการรักษา เช่น ใช้ในการปรับแรงดันลมของเครื่อง CPAP เป็นต้น

  • โรงพยาบาลของรัฐ สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วไป
    ได้ ราคาประมาณ 9,000 – 10,000 บาท หากเป็นข้าราชการ
    ข้าราชการบำนาญ และรัฐวิสาหกิจ สามารถเบิกค่าตรวจตาม
    กรมบัญชีกลางได้ 7,000 บาท ส่วนสิทธิประกันสังคมสามารถเบิก
    ได้ตามสิทธิ์ที่โรงพยาบาลที่เราทำประกันตน
  • โรงพยาบาลเอกชน ราคาจะสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่สะดวก
    ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 12,000 – 25,000 บาท
  • ศูนย์ตรวจการนอนหลับ ตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ
    โดยเฉพาะ ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 9,900 – 12,000 บาท

การตรวจการนอนหลับยังสามารถตรวจที่บ้านได้ เรียกว่า home sleep test การตรวจนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายหรือเดินทางได้ลำบาก หรือในผู้ที่ไม่อยากนอนตรวจในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน

การตรวจ home sleep test จะมีการตรวจวัดค่าที่น้อยลง โดยมีจุดประสงค์ เพื่อตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหลักจึงไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่นๆได้

วิธีรักษานอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เราควรรีบรักษาภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับเพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อร่างกาย การรักษามี 3 วิธีใหญ่ๆ ได้แก่

1. การรักษานอนกรนโดยใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous positive airway pressure, CPAP)

เครื่อง CPAP คือเครื่องมือดันอากาศผ่านหน้ากากเข้าไปในช่องคอ เพื่อเปิดทางเดินของลมที่ตีบแคบลงขณะที่เรานอนหลับ คนนอนกรนที่ใส่เครื่อง CPAP จะหายใจได้โล่งสบายตลอดทั้งคืนโดยไม่มีภาวะหยุดหายใจและยังไม่มีเสียงกรนให้รำคาญคนข้างๆอีกด้วย 

การรักษาชนิดนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นแนวทางการรักษาหลักโดยแพทย์ทั่วโลก การใช้ CPAP ให้ได้ผลดีและปลอดภัยควรจะได้รับการตั้งค่าและดูแลโดยแพทย์และทีมงานที่เชี่ยวชาญ โดยเลือกหน้ากากที่เหมาะสมกับรูปหน้าและตั้งค่าเครื่อง CPAP ที่ถูกต้องกับสรีระ เราจะใส่ CPAP ได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกอึดอัดหรือแรงดันลมแรงกลางดึก และสามารถให้เครื่อง CPAP ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

2. การรักษานอนกรนโดยใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (Oral appliances)

เครื่องมือทางทันตกรรมคือเครื่องมือที่ใส่ในช่องปากขณะนอนหลับ
เพื่อใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีความรุนแรงระดับน้อยถึงปานกลาง
โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้ เครื่องมือทางทันตกรรมมี 2 ประเภท คือ

  • 2.1 เครื่องมือที่ดึงกรามล่างออกมาด้านหน้า (Mandibular advancement devices, MADs)
    เพื่อให้ช่องลมบริเวณลำคอกว้างขึ้น ทำให้ภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้น
    และยังช่วยในผู้ที่มีการนอนกัดฟันได้
  • 2.2 เครื่องมือที่ดึงลิ้นออกมาทางด้านหน้า (Tongue retaining devices, TRDs)
    เนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับคือ
    การที่ลิ้นหย่อนไปด้านหลัง การดึงลิ้นออกมาทางด้านหน้าจึงช่วยแก้อาการได้ 

3. การรักษานอนกรนโดยการผ่าตัด

การผ่าตัดมีจุดประสงค์หลักคือแก้ไขความตีบแคบของช่องคอเพื่อลดการตีบแคบขณะหลับ เช่น การตัดเนื้อเยื่อบริเวณลำคอส่วนหลัง ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน ต่อมทอลซิล สำหรับในผู้ใหญ่แล้ว การผ่าตัดจะเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การใส่ CPAP หรือเครื่องมือทางทันตกรรม
ส่วนในเด็กการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักใช้วิธีการผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอดินอยด์ที่โตออก เพราะสามารถรักษาได้ผลดีมาก  

บทสรุป

การนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและในปัจจุบันนอนกรนเป็นเรื่องที่รักษาได้ง่ายมากด้วยการใส่ CPAP หากใครที่รู้ว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวนอนกรน แนะนำให้รีบมาตรวจการนอนหลับ (sleep test) เพื่อวางแผนการรักษา นอกจากเราได้สุขภาพการนอนที่ดีกลับมากแล้ว ยังทำให้มีจิตใจแจ่มใสสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่มีโรคเบาหวาน ความดันถามหา และได้ชีวิตครอบครัวที่หวานชื่นกลับมาอีกด้วย 

ขั้นตอนการเข้ารับบริการตรวจ Sleep Test

การเตรียมตัว และขั้นตอนการทำ sleep test (ตรวจการนอนหลับ)

ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการตรวจ sleep test

ข้อปฏิบัติ ตรวจ sleep test
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • งดการออกกำลังกายหนัก ๆ หลังเที่ยงเป็นต้นไป
  • ไม่ใช้น้ำมันหรือครีมแต่งผม
  • หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอยู่ เช่น ยาลดความดัน ยารักษาเบาหวาน และยานอนหลับ เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มตรวจ

การเตรียมตัวก่อนตรวจ Sleep Test

ในวันที่ตรวจ: ผู้รับการตรวจควรสวมเสื้อผ้าเหมือนชุดที่ใส่นอนเป็นประจำ ไม่ต้องเกร็งหรือวิตกกังวล ให้เตรียมตัวมานอนสบาย ๆ ในท่าที่คุ้นเคย ให้เหมือนกับเป็นการนอนหลับในค่ำคืนเหมือนทุก ๆ วัน

สิ่งที่ต้องทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ sleep test คือ ต้องมีการติดอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการติดตามและบันทึกผล ซึ่งอาจทำให้ไม่คุ้นเคยบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดใด ๆ เพราะเป็นการติดภายนอกร่างกาย

8 ขั้นตอนการตรวจ Sleep Test

ในปัจจุบัน การตรวจ Sleep test มีขั้นตอนที่ง่าย สะดวกสบาย มีความเป็นส่วนตัวสูง และไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด 

สำหรับผู้สนใจเข้ารับการตรวจการนอนหลับ ทาง กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center) มีขั้นตอนในการตรวจง่าย ๆ 8 ขั้นตอน โดยจะเริ่มต้นในช่วงหัวค่ำ (ประมาณ 20.00 น หรือตามความเหมาะสมของแต่ละราย) ดังนี้

sleep test ขั้นตอน

1. 19.00 – 20.00 น. ผู้สนใจเข้ารับการตรวจ sleep test ลงทะเบียนทำประวัติผู้รับบริการ

2. 20.00 น. เจ้าหน้าที่อธิบายขั้นตอนในการตรวจการนอนหลับ

3. 20.15 – 21.00 น. เชิญเจ้าห้องตรวจ พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยให้อาบน้ำ แปรงฟัน และสระผมให้เรียบร้อยก่อนเวลา 21.00 น.

4. 21.00 น. เจ้าหน้าที่ทำการติดอุปกรณ์ตรวจ sleep test (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที)

5. 22.00 น. เข้านอน และเริ่มบันทึกการนอนหลับ

6. 05.30 – 6.00 น. ตื่นนอน เจ้าหน้าที่เข้ามาถอดเครื่องมือและอุปกรณ์ออก

7. 06.00 – 6.30 น. รับประทานอาหารเช้า

8. 07.00 น. เจ้าหน้าที่แจ้งผลการตรวจเบิ้องต้น และนัดหมายเพื่อฟังผลการตรวจกับแพทย์ (ภายใน 1-2 สัปดาห์)

หมายเหตุ หากเป็นการตรวจ sleep test ที่บ้านหรือที่พักตัวเอง เราสามารถตื่นนอนตามเวลาปกติ และนัดแนะเวลากับเจ้าหน้าที่ให้มาถึงสถานที่รับการตรวจได้ตามที่เราสะดวก เพื่อให้เจ้าหน้าที่มาเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ออก แล้วนำกลับไปวิเคราะห์ ประเมินผลต่อไป

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ พร้อมรักษาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน ศูนย์ตรวจของเราทำสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิม โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว และทำให้ความรู้สึกสบายใจ ให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แบบ Full sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) บริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP)

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Young Asian man sleeping and snoring loudly lying in the bed

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA ภัยเงียบที่อาจทำร้ายคุณ ถึงชีวิต!

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) อันตรายกว่าที่คิด Bangkok Sleep Center อยากให้คุณรู้จักกับอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา เพื่อการนอนหลับที่ดี

little girl sleeping sweetly

ลูกนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายแค่ไหน ต้องรักษาอย่างไร?

แนะนำสาเหตุและอาการของภาวะนอนกรนในเด็ก สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ พร้อมแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

206130702_305289557974619_5263284251961681095_n

สุขลักษณะการนอนที่ดี

สุขลักษณะการนอนที่ดี

                การนอนหลับที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ จะทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อน และเป็นการเตรียมการสร้างสารที่สำคัญ เช่น ฮอร์โมนและสารสื่อประสาทในวันรุ่งขึ้น จากข้อมูลพบการแพทย์ พบว่าการนอนที่น้อยไปหรือมากเกินไป จะมีอุบัติการณ์การเสียชีวิตที่เร็วขึ้น สมาคมโรคการนอนหลับมีคำแนะนำเรื่องเวลาการนอนที่เหมาะสมดังนี้

สีน้ำเงินเข้ม            เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุ

สีฟ้า                        เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่มีปัญหาแต่ยังพอรับได้

สีเหลือง   เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่มากหรือน้อยเกินไป

หมายเหตุ              

1)  การนอนหลับที่ปริมาณเพียงพอ แต่ในคนที่มีภาวะนอนกรน จะทำให้การนอนหลับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าปริมาณการนอนนั้นเพียงพอ

                                2)  ปริมาณการนอนหลับที่ดีนั้น อาจแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น ผู้ใหญ่ที่อายุ 30 ปี ควรนอน 7-9 ชั่วโมง บางคนนอน 7 ชั่วโมง ในวันรุ่งขึ้นก็ยังสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในบางคนต้องนอน 8-9 ชั่วโมง ถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรประเมินปริมาณการนอนหลับที่เหมาะสมของตัวเองดูนะครับ

original-1578487772756

คุณภาพการนอนไม่ดี ส่งผลอะไรบ้าง

คุณภาพการนอนไม่ดี ส่งผลอะไรบ้าง

ความสำคัญของการนอนหลับ

การนอนหลับมีความสำคัญต่อร่างกาย สมอง แม้กระทั่งจิตใจ โดยเราจะสังเกตได้ว่า วันใดก็ตามที่เราอดนอน สมองจะไม่ค่อยแล่น คิดอะไรไม่ค่อยออก มักใช้เวลานานกว่าปกติในการทำอะไรก็ตาม ส่วนเรื่องอารมณ์ก็ไม่ค่อยจะปกตินัก โดยอาจมีเรื่องไม่เข้าใจกันกับคนในบ้านโดยไม่สมเหตุสมผล

หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการนอนหลับ

การนอนหลับไม่ได้ขึ้นอยู่แค่จำนวนชั่วโมงในการนอน ความลึกของการนอนหลับกับเวลาที่เข้านอนก็มีความสำคัญ ยกตัวอย่างง่ายๆบางคนอาจเคยสังเกตว่า ถึงแม้จะนอนเป็นระยะเวลาที่เพียงพอ แต่ถ้านอนหลับๆ ตื่นๆ กลิ่งไปกลิ่งมาทั่งคืน ตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร เรามาดูรายละเอียดกันหน่อยดีกว่าเกี่ยวกับเรื่องการนอน

ระยะเวลาในการนอน (duration)

โดยทั่วไประยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมนอกจากจะขึ้นอยู่กับอายุแล้ว ยังแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปเด็กต้องการระยะเวลา
– (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน
– เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมงต่อวัน
– เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยทำงาน (26-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

คุณภาพของการนอน (quality)

        ถ้าคนเรานอนหลับไม่ลึกพอ โดยส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สดชื่นเวลาตื่นขึ้นมาตอนเช้า (unrested sleep) ระบบความจำอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้จำอะไรที่เรียนรู้มาไม่ค่อยได้ดีนัก

เวลาเข้านอน-ตื่นนอน (sleep-wake time)

        บางคนที่เปลี่ยนเวลาเข้านอนบ่อย เช่น นอนดึกตื่นสายช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มักจะมีปัญหาเรื่องการนอนในวันที่เริ่มทำงาน

        ในช่วงต้นของสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจันทร์ เนื่องจากจะต้องปรับตัวให้ตื่นเช้าขึ้น โดยอาจส่งผลให้มีอาการง่วงนอนในช่วงเวลาทำงาน

        ในตอนกลางวัน และ ถ้าในวันนั้นง่วงมากทนไม่ไหวจนต้องนอนหลับในช่วงเย็นก็อาจมีผลให้นอนไม่ค่อยหลับในคืนนั้น

อาการของการนอนหลับผิดปกติ (sleep symptoms)

นอนกรน (Snoring) ถึงแม้ว่าคนเราอาจมีแค่อาการกรนอย่างเดียวโดยไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย (primary snoring) อาการกรนเป็นอาการที่พบได้บ่อย Obstructive sleep apnea ชึ้งมีผลต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว เช่น cardiovascular problems, metabolic syndrome และอื่นๆ

หยุดหายใจในขณะนอนหลับ (Sleep Apnea)เป็นอาการที่พบในคนไข้ obstructive sleep apnea ที่สำคัญอาการนี้อาจจะสังเกตได้ยากถ้าไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น สำลักขณะนอนหลับ (waking up choking) ตื่นขึ้นมากลางดึกอย่างกะทันหันเพื่อหายใจ (waking up gasping) ควรมีคนนอนข้างๆค่อยสังเกตให้

ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อปัสสาวะ (Nocturnal Urination) โดยเชื่อว่าอาจจะเกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นหลังคนไข้ดังกล่าวหยุดหายใจ ซึ้งเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งในช่วงดังกล่าว (bradycardia-tachycardia) ด้วยเหตุนี้เลือดไปที่ไตเพิ่มขึ้น จึงมีผลทำให้มีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้นในขณะนอนหลับ โดยในขณะเดียวกัน obstructive sleep apnea เอง ก็ทำให้คนไข้นอนหลับไม่ค่อยลึกพอ จึงทำให้คนไข้สามารถรับรู้ถึงอาการปวดปัสสาวะ

ปวดศีรษะหลังจากเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า (Morning Headache)เนื่องจาก ขณะนอนหลับจะไม่สามารถขับถ่าย carbon dioxide ออกจากร่างกายได้อย่างเพียงพอ มีผลทำให้ เส้นเลือดเเดงในสมองขยายตัวจาก respiratory acidosis จึงทำให้มีอาการปวดศีรษะซึ้งอาการดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในช่วงเช้าๆ

ขาขยุกขยิก (Restless Legs) จะมีความรู้สึกผิดปกติที่ขา ทำให้ต้องขยับไปมาเพื่อทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลง อาการนี้มักเกิดในช่วงค่ำๆ โดยอาจพบอาการนี้ได้ในคนไข้โลหิตจาง (Iron deficiency) ในช่วงขณะตั้งครรภ์ (pregnancy) คนไข้โรคไตวาย (chronic renal failure) และโรคอื่นๆ

ง่วงนอนผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน (Excessive Daytime Sleepiness) เป็นอาการที่มีความสำคัญมากที่ต้องรีบตรวจหาสาเหตุและรับการรักษา เนื่องจากอาการนี้อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ หรือจากการทำงาน อาการนี้โดยทั่วไปพบได้ในโรคอะไรก็ตามที่ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอหรือไม่ลึกพอ (sleepfragmentation) ซึ่งสามารถเกิดได้ในโรคต่างๆ เช่น insomnia, obstructive sleep apnea, narcolepsy และอื่นๆ
Cognitive Dysfunctions นอนไม่เพียงพอหรือมีปัญหาเรื่องการนอนหลับอาจมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมอง รวมทั้งความทรงจำทั้งในระยะสั้น และในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

การรักษาอาการและโรคการนอนหลับผิดปกติ (Treatment)

     ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคการนอนหลับผิดปกติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวินิจฉัยสาเหตุของโรค และรักษาแก้ไขที่ต้นเหตุ อย่างไรก็ตามความผิดปกติ

บางอย่าง นอกจากต้องรักษาที่สาเหตุแล้ว ยังอาจต้องการรักษาที่ตัวอาการด้วย อาการดังกล่าวได้แก่ อาการนอนไม่หลับเรื้อรัง (chronic insomnia)

การรักษาความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลักการเหมือนกับการรักษาโรคอื่นๆ โดยแบ่งเป็น

  –   การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic therapy)

  –   การรักษาโดยใช้ยา (Pharmacologic therapy)

หรืออาจสามารถแบ่งเป็น

  –   การรักษาที่สาเหตุ (specific treatment)

  –   การรักษาอี่นๆ ร่วมด้วย (supportive treatment)

ในขณะที่ได้รับการรักษา สิ่งที่สำคัญพอๆกันคือความสม่ำเสมอของการรักษา (treatment compliance) และการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

(regular follow-up) ยกตัวอย่างเช่น การรักษาคนไข้ obstructive sleep apnea ด้วย positive airway pressure therapy ได้แก่ CPAP

ปัญหาที่สำคัญคือคนไข้ส่วนหนึ่งไม่ค่อยรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง (non-adherence) เนื่องจากเหตุใดก็ตาม เช่น คนไข้บางคนรู้สึกอึกอัด

ในขณะสวมหน้ากากของเครื่อง CPAP จึงไม่ใช้เครื่อง CPAP อีกต่อไป โดยไม่ทราบว่ามีวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น เปลี่ยนชนิดของหน้ากาก

ให้เหมาะสม หรือ ในบางคนการสวมหน้ากากก่อนนอนระยะหนึ่งโดยยังไม่เปิดเครื่อง CPAP สามารถช่วยให้คนไข้รู้สึกคุ้นเคยกับสภาวะดังกล่าว

ในขณะที่นอนหลับโดยเครื่อง CPAP กำลังทำงาน

original-1577597570259

นอนหลับเยอะ ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เกิดจากอะไร

ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่นเกิดจากอะไร?

ทุกคนเคยเป็นกันไหมว่า ตื่นนอนแล้วร่างกายไม่สดชื่นเอาซะเลย นอนก็มากกว่า 6 ชมแล้ว เราต้องมาทราบกันก่อนว่า การนอนหลับ เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับร่างกายของเรา หลักจากที่กร่ำศึกหนักเรื่องงาน เรื่องการเรียนต่างๆ มาทั้งวันแล้วร่างกายต้องการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกาย ได้ทำการ ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไป แต่พวกเราก็นอนนะ แต่ทำไมถึงตื่นมาแล้วไม่สดชื่น

เนื่องจากการนอนหลับที่ดีนั้นจะต้องนอนในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย แต่ถ้านอนดึกแล้วนั้น แต่การนอนนั้นเป็นการนอนที่มีคุณภาพ หลับลึกไม่มีการสะดุ้งตื่น ไม่มีการหยุดหายใจขณะหลับ ไม่มีอาการนอนกรน ส่วนมากของชาวเมืองอย่างพวกเรา ก็คือ จะมีอาการง่วงเหงาหาวนอนตอนตื่นเช้า ประมาณแบบว่า ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเลย รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนลา ปวกเปียก เหมือนกับว่าการนอนของเราตลอดทั้งคืนไม่เต็มที่เลย
แต่อาการเหล่านี้หากลองสังเกตดีๆ มันเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายถึงความผิดปกติ บางอย่างด้วย
ถ้าไม่อยากให้ร่างกายตัวเองโดนร้ายไปเรื่อยๆ ก็ควรหาวิธีดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้เร็วที่สุด

ทำไมถึงรู้สึกว่าง่วงนอนตลอดเวลาตอนเช้า ?

การนอนตื่นเช้าๆแล้วรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนแรงไม่อยากทำอะไร เหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่แล้วถ้าสาเหตุนั้นมาจาก
การนอนหลับไม่เพียงพอ นอนหลับๆ ตื่นๆตลอดคืน โดยเกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ จะทำให้เกิดอาการอยู่บนเตียงไม่อยากลุกไปไหน แล้วอาจจะเกิดโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่ตอนเช้าเท่านั้น

ดังนั้นแล้วเมื่อมีอาการดังการควรปรึกษาแพทย์ หรือ ผู้เชียวชาญเพื่อทำการตรวจเช็คว่า อาการของเราที่เกิดขึ้นมานั้น
เป็นอาการเบื้องต้นหรือมีอาการโรคอื่นๆ แทรกซ้อนอยู่ด้วย

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย รักษาอาการกรน พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

original-1574420825724

ความจำเสื่อมกับการนอนกรน

กรมสุขภาพจิตเผยขณะนี้พบผู้สูงวัยไทยสมองเสื่อมกันมากถึง 8 แสนกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันนี้คนเราอายุยืนขึ้น โรคนี้จึงพบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ #การวินิจฉัยโรคนี้ให้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพื่อชะลอการดำเนินโรค และในปัจจุบันนี้มีการศึกษาถึงวิธีต่าง ๆ ในการป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังไม่ได้ผลชัดเจน

หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ฉบับออนไลน์รายงานผลการวิจัยล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ลอสเอนเจลีสหรือ UCLA พบว่า #ปัญหาการนอนกรนและหยุดหายใจระหว่างหลับนั้นมีความสัมพันธ์กับการหดตัวลงไปของสมองส่วนที่ใช้เก็บความจำ

“ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องการหายใจผิดปกติระหว่างนอนหลับนั้นอาจนำไปสู่ความเสียหายที่สมองและมีผลต่อความจำและการใช้ความคิด” หัวหน้านักวิจัย โรนัลด์ ฮาร์เปอร์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาประจำที่โรงเรียนแพทย์ เดวิด เก็ฟเฟน ของมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอกล่าว

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนกรนนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจระหว่างหลับที่ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่บ่อยระหว่างคืน และมักทำให้ #มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังในเวลากลางวัน นอกจากนี้แล้วยังทำให้ #มีปัญหาเรื่องความจำและการตั้งใจจดจ่อตามมาอีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้มีผลการวิจัยออกมาว่าการนอนกรนนั้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเป็นหลอดเลือดสมองแตก โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติอีกด้วย

ศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687