BSC_CBTI_WPCover

การรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I คืออะไร ทำแล้วได้ผลจริงหรือไม่?

รักษาโรคนอนไม่หลับ แบบ CBT-I

การรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I คืออะไร?

Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia หรือ CBT-I คือ การรักษาโรคนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา แต่จะบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนความคิด โดยใช้วิทยาศาสตร์ของการนอนหลับเป็นฐานความรู้ ร่วมกับหลักการทางจิตวิทยา

รักษาจากต้นตอ ด้วยการมองหาความคิดที่บิดเบือน

เวลาที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ และต้องผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เรามักจะตัดสิน มีความเชื่อ หรือมีความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งต่าง ๆ ที่บิดเบือนไปจากความจริง (dysfunctional thinking) หลาย ๆ ครั้งความเชื่อเหล่านี้ก็กลับมาสร้างผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราเอง

ดังนั้น ในทางจิตวิทยาจึงมีหลักการการบำบัดว่า ถ้าสามารถช่วยให้ผู้ป่วย ประเมินความคิดให้ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงต่าง ๆ ได้ และเริ่มจับสังเกตเห็นรูปแบบความคิดที่บิดเบือนไปจากความจริง อาการที่ผิดปกติทางด้านจิตใจและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น

CBT-I เป็นแนวทางรักษาที่ต่อยอดมาจาก CBT ที่ใช้หลักการข้างต้นนี้ ในช่วงแรก CBT-I ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า เรียกว่า CBT (Cognitive Behavioral Therapy)  เมื่อการใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดี และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จึงได้มีการนำไปประยุกต์ใช้รักษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ

ต่อมาจึงประยุกต์ CBT เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับโดยเฉพาะด้วย โดยการผสมผสานเทคนิคหลายด้านที่เกี่ยวกับการปรับความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วย และมุ่งเน้นไปที่การค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวิธีที่เราคิด สิ่งที่เราทำ และวิธีที่เรานอนหลับ

การรักษาโดยวิธีนี้เป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีการศึกษามากมายที่พบว่าเป็นรักษาที่มีประสิทธิภาพดี โดยไม่ต้องรักษาร่วมกับการใช้ยาเหมือนการรักษาอาการนอนไม่หลับในอดีต 

แม้ว่าการรักษาร่วมกับการใช้ยาจะเป็นการรักษาระยะสั้นที่มีประสิทธิผล เพราะสามารถบรรเทาอาการเราได้ทันทีเวลาที่มีความเครียดหรือความตื่นตัวสูง แต่อาจไม่ใช่วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับในระยะยาวที่ดีที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่นอนไม่หลับของผู้ป่วยแต่ละราย

แนวคิดการรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่สำคัญ

5 แนวคิด แก้โรคนอนไม่หลับ

แพทย์หรือนักจิตวิทยาจะสอบถามและทดสอบ เพื่อดูว่าพฤติกรรมใดส่งเสริมการนอนหลับ หรือส่งเสริมให้เกิดปัญหาการนอนหลับกับตัวผู้ป่วย แล้วหาสาเหตุทางด้านความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่นำไปสู่อาการนอนไม่หลับได้ในท้ายที่สุด

โดยในระหว่างการรักษา แพทย์อาจแนะนำเทคนิคสำคัญที่ช่วยในการรักษาโรคนอนไม่หลับ ได้แก่

  • การจำกัดระยะการนอน (sleep restriction) และ การบีบอัดระยะเวลาการนอน (sleep compression) : เป็นหนึ่งในเทคนิคการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการจำกัดระยะเวลาการนอนบนเตียงให้น้อยลง เพื่อฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายในส่วนที่สร้างแรงขับที่จะหลับ (sleep drive)
  • การบำบัดด้วยการควบคุมสิ่งเร้า (stimulus control therapy) : หลายคนที่มีอาการนอนไม่หลับจะเริ่มกลัวห้องนอนและเตียงของตัวเอง จึงเป็นการเชื่อมโยงทางความรู้สึกในแง่ลบ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกตื่นเต้นหรือกังวล เมื่อถึงเวลานอน กลยุทธ์นี้ จะช่วยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในการนอนให้ดีขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายเมื่อถึงเวลานอน
  • การปรับพฤติกรรมและความคิด (Cognitive behavior therapy) : เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลใจในการนอนหลับ โดยการค้นหาความเชื่อที่บิดเบือน และแทนที่ด้วยความเชื่อใหม่ที่เอื้อให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น โดยอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การรักษาด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ (psychoeducation) หรือการปรับโครงสร้างทางความคิด (cognitive restructuring) เป็นต้น
  • การสร้างเสริมสุขอนามัยในการนอน (Sleep hygiene) : เป็นแนวทางการเปลี่ยนนิสัยการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มคาเฟอีน การดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นประจำ
  • การฝึกผ่อนคลาย (Relaxation training) : เป็นการฝึกฝนที่ช่วยให้เราสงบจิตใจและร่างกายของตัวเอง เพื่อลดความตื่นเต้นหรือความกังวล ไม่ว่าจะเป็น การทำสมาธิ การนึกภาพ (imaginary training) การฝึกการหายใจ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิค CBT-I อีกมาก ที่แพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจเลือกนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงสาเหตุที่เกิดโรคของผู้ป่วยด้วย 

CBT-I เหมาะกับใคร?

CBT-I เหมาะกับผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับที่ไม่เคยพบแพทย์มาก่อน หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เคยรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยยามาแล้ว (แต่ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก) ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธี CBT-I ได้ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสนับสนุนว่า การรักษาด้วยวิธี CBT-I มีผลการรักษาโรคนอนไม่หลับในระยะยาวดีกว่าการใช้ยา benzodiazepine และ nonbenzodiazepine อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษา เนื่องจากในบางรายที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาก่อน จนอาการทุเลาลงแล้วจึงเข้ารับการรักษาด้วย CBT-I ต่อไปได้

ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วย CBT-I

การรักษาจะเริ่มจากผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคว่าอาการนอนไม่หลับของคนไข้ มีแนวโน้มมาจากสาเหตุอะไร

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้แล้วว่า ผู้ป่วยนอนไม่หลับเพราะโรคนอนไม่หลับจริง ๆ เช่น เกิดการตื่นตัวของร่างกาย หรือเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งช่วงเวลานอน ก็จะส่งให้มารับการรักษาโดยวิธี CBT-I โดยนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดต่อไป

ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับ แพทย์จะใช้การพูดคุย การให้ความรู้ และการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย โดยมีการสร้างความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น สามารถหลับได้เร็ว การนอนหลับมีความต่อเนื่อง และมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี เหมาะสมตามศักยภาพของผู้รับการบำบัด

ระยะเวลา และจำนวนครั้งที่ต้องเข้ามารักษา

การรักษาโรคนอนไม่หลับ จะใช้การพบกันประมาณ 6-8 ครั้ง ครั้งละประมาณ 45-60 นาที ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ครั้งที่ 1 แจ้งแนวทางรักษา ประเมินปัญหา : จะเป็นการสัมภาษณ์ประวัติเบื้องต้น ทำชุดแบบทดสอบเพื่อประเมินปัญหา และการทำบันทึกประจำวันด้านการนอนหลับ เพื่อวางแผนการรักษาในครั้งถัดไป
  • ครั้งที่ 2-4 ปรับเปลี่ยนโดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ  :เป็นการรักษาโดยใช้การปรับพฤติกรรมการเข้านอนและตื่นนอน ที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Body Clock) หรือนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ของผู้รับบริการ โดยใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเมื่อต้องเผชิญปัญหาการนอนไม่หลับ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบำบัดรักษา
  • ครั้งที่ 5 ฝึกฝนการผ่อนคลาย : ฝึกฝนเทคนิคการผ่อนคลายและการจัดการความเครียด เพิ่มเพิ่มพูนศักยภาพในการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมิติที่ส่งผลให้การนอนหลับเกิดขึ้นยาก
  • ครั้งที่ 6 – 8 คงไว้ซึ่งผลดีของการรักษา : การทำงานร่วมกันโดยใช้การปรับความคิด หรือวิธีคิดที่ส่งผลให้การนอนหลับถูกรบกวน โดยใช้การรู้คิดและพฤติกรรมบำบัด (CBT) เพื่อสร้างเสริมทักษะให้สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง

รักษาอาการนอนไม่หลับ ซื้อยานอนหลับกินเอง อันตราย!

อย่าซื้อยานอนหลับมากินเอง

ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้ และทุกคนล้วนอยากหายขาดจากอาการนอนไม่หลับ แต่ถ้าเรามุ่งไปที่การแก้ไขอาการเลย โดยเฉพาะการซื้อยากินเอง ทั้ง ๆ ที่สาเหตุยังไม่ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะไม่หายขาด ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เมื่อหยุดใช้ยาก็อาจกลับมาเป็นซ้ำ

นอกจากนี้ อาจเกิดผลข้างเคียงของยาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง เกิดผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้ อีกทั้ง ยังมีโอกาสทำให้โรคนอนไม่หลับเป็นหนักขึ้น หรือเรื้อรังมากขึ้นได้อีกด้วย 

การนอนไม่หลับ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น การมาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ชำนาญการเฉพาะด้าน และได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่า

การรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์

การรักษาโรคนอนไม่หลับที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์ จะมีบริการรักษาโรคนอนไม่หลับแบบ CBT-I โดยนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ที่ผ่านการศึกษาด้านการนอนหลับมาโดยเฉพาะ รวมถึงการศึกษาในด้านที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม จิตวิทยาคลินิกและชุมชน ปรัชญาและศาสนา

หากท่านใดสนใจรักษาโรคนอนไม่หลับ ต้องการปรึกษาหรือเข้ารับการตรวจ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ช่องทางติดต่อต่าง ๆ ของเรา

สรุป

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่ทำให้หลับยาก หลับไม่ทน หรือทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาเร็วกว่าเวลาอันสมควร และกำลังเป็นโรคที่ผู้คนเป็นกันมากขึ้นในยุคนี้

แนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยวิธี Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia ที่เรียกว่า CBT-I เป็นแนวทางรักษาโรคนอนไม่หลับที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในการแพทย์ตะวันตก เพราะมีงานวิจัยและการศึกษาที่ยืนยันประสิทธิภาพการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี

อย่างไรก็ดี เนื่องจากแนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย สภาพจิตใจและปูมหลังของผู้ป่วย ดังนั้น หากมีอาการและสงสัยว่า นอนไม่หลับทำอย่างไรดี? มีข้อแนะนำ คือ ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุอาการต่าง ๆ และนำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ศูนย์ Sleep lab ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) แก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

sleep-with-nightmares 1

ฝันร้าย สัญญาณอันตรายของปัญหาสุขภาพการนอน

คุณตื่นมาด้วยความรู้สึกเหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่างในฝันบ่อยแค่ไหน? หรือเคยสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้อีก? สำหรับบางคน นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงบางครั้งบางคราว แต่สำหรับอีกหลายคน ฝันร้ายกลับเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกคืน จนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ฝันร้ายอาจไม่ใช่แค่เรื่องของจินตนาการ แต่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล ไปจนถึงโรคซึมเศร้า และปัญหาการนอนหลับที่ต้องการการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับปัญหานี้ อย่ารอให้ฝันร้ายทำร้ายสุขภาพของคุณไปมากกว่านี้

ที่ Bangkok Sleep Center เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาฝันร้ายเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือภาวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอน เพราะการนอนอย่างมีคุณภาพ คือจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดีในทุก ๆ วัน

ฝันร้ายคืออะไร?

ฝันร้าย คือ ภาวะจากการนอนหลับที่ทำให้ผู้ฝันรู้สึกวิตกกังวล หวาดกลัว หรือเจอกับสถานการณ์ที่รุนแรงจนกระทบจิตใจ มักเกิดขึ้นในช่วงนอนหลับระยะ REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองมีการทำงานสูงและเกิดความฝันขึ้นได้มากที่สุด

ฝันร้ายทำให้ผู้ฝันตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความตกใจ เหงื่อออก ใจเต้นแรง หรือหายใจเร็ว และบางครั้งอาจไม่สามารถกลับไปนอนต่อได้ ซึ่งหากฝันร้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตและคุณภาพการนอน เช่น อ่อนเพลียในตอนเช้า เครียดง่าย หงุดหงิด หรือรู้สึกหวาดระแวงแม้ยามตื่น

ฝันร้ายพบได้ในคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุประมาณ 10 ปีหรือน้อยกว่า ซึ่งเด็กในช่วงวัยนี้มักมีจินตนาการสูง และยังไม่สามารถแยกความฝันออกจากความจริงได้ชัดเจน จึงอาจฝันร้ายบ่อยโดยเฉพาะเมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากสื่อรุนแรงหรือประสบการณ์ที่ทำให้กลัว

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ก็สามารถประสบกับฝันร้ายได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเครียดสะสม ผู้ที่นอนหลับไม่เพียงพอ ผู้ที่ใช้ยาบางประเภท หรือผู้ที่มีภาวะทางจิตเวช เช่น PTSD หรือโรคซึมเศร้า

ฝันร้ายเกิดจากอะไร?

ฝันร้ายเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองในช่วงนอนหลับ โดยมีสาเหตุ เช่น

  • ความเครียดและความวิตกกังวล: ปัญหาชีวิต งาน หรือความสัมพันธ์ มักกระตุ้นให้สมองสร้างฝันที่รบกวนจิตใจ
  • โรคทางจิตเวช: เช่น โรคซึมเศร้า PTSD หรือความผิดปกติด้านอารมณ์
  • การใช้ยาและสารกระตุ้น: ยาต้านเศร้า ยานอนหลับ แอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีน
  • นอนหลับไม่เพียงพอหรือนอนไม่สนิท: วงจรการนอนผิดปกติทำให้เกิด REM sleep ถี่ขึ้น
  • พฤติกรรมก่อนนอน: เช่น ดูหนังสยอง ดื่มคาเฟอีน หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
  • ประสบการณ์กระทบจิตใจในอดีต: เช่น การสูญเสีย อุบัติเหตุ หรือการถูกทำร้าย

ฝันร้ายกับปัญหาสุขภาพ

การฝันร้ายอาจสะท้อนหรือกระตุ้นให้มีปัญหาสุขภาพได้ เช่น

  • รบกวนการนอนหลับ
    ทำให้หลับไม่สนิท ตื่นบ่อย ส่งผลให้นอนน้อยและรู้สึกไม่สดชื่นในตอนเช้า
  • กระตุ้นความเครียดและวิตกกังวล
    โดยเฉพาะหากฝันร้ายซ้ำ ๆ หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต
  • สัมพันธ์กับโรคทางจิตเวช
    เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล PTSD หรือโรคนอนละเมอ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง
    เช่น ความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือภาวะอ่อนล้าเรื้อรัง
  • กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
    เช่น สมาธิสั้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีปัญหา

ฝันร้ายบ่อย ๆ อันตรายแค่ไหน?

ฝันร้าย เป็นภาวะที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตได้หลายด้าน ผู้ที่ฝันร้ายเรื้อรังอาจนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคซึมเศร้า และภาวะอ้วน

ในกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ฝันร้ายบ่อยครั้งหรือมีอารมณ์เศร้าเป็นพื้นฐานเดิม มักพบว่าฝันร้ายกระตุ้นความทรงจำหรืออารมณ์ด้านลบจากประสบการณ์ที่กระทบจิตใจในอดีต ทำให้อาการทางจิตใจรุนแรงขึ้นได้

ผู้ที่ฝันร้ายเรื้อรังอาจเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

หลายการศึกษายังพบว่า ฝันร้ายที่เกิดขึ้นบ่อยอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงสุขภาพจิตที่กำลังแย่ลง และหากปล่อยไว้อาจพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ในระยะยาว ดังนั้นหากคุณมีฝันร้ายเป็นประจำ ควรหาทางแก้ไขร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตโดยรวม

อาการจากฝันร้าย

ฝันร้ายไม่ใช่แค่ภาพในฝันที่น่ากลัว แต่ยังอาจก่อให้เกิดอาการทางร่างกายและจิตใจได้ เช่น

  • สะดุ้งตื่นกลางดึก พร้อมอาการหวาดกลัวหรือวิตกกังวล
  • หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก หายใจแรง หลังตื่นจากฝัน
  • นอนหลับไม่สนิท หรือตื่นบ่อย ทำให้รู้สึกเพลียในตอนเช้า
  • ฝันร้ายซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในเนื้อหาเดิมหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กระทบจิตใจ
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลในช่วงกลางวัน
  • กลัวการนอนหลับ เพราะไม่อยากเผชิญกับฝันร้าย
  • มีอาการละเมอหรือตะโกนระหว่างนอน (ในบางราย)

ฝันร้ายแบบไหนที่บอกว่าควรรีบรักษา

แม้ฝันร้ายจะเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แต่หากมีสัญญาณเหล่านี้ คุณอาจกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหรือสุขภาพจิตที่ควรได้รับการดูแล อาการดังกล่าว เช่น

  • ฝันร้าย บ่อยกว่า 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และรบกวนการนอนหลับ
  • สะดุ้งตื่นกลางดึก จากฝันร้ายแล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้
  • มีอาการ ใจเต้นแรง เหงื่อออก หายใจเร็ว ขณะตื่นจากฝัน
  • วิตกกังวลหรือกลัวการนอน เพราะกลัวว่าจะฝันร้ายอีก
  • ฝันร้ายเริ่ม กระทบกับอารมณ์ สมาธิ และการใช้ชีวิตประจำวัน
  • รู้สึก เหนื่อยล้าแม้นอนครบชั่วโมง เพราะหลับไม่สนิท
  • มีประวัติ โรคซึมเศร้า PTSD หรือความเครียดเรื้อรัง
  • คนรอบข้างสังเกตว่า คุณละเมอ ตะโกน หรือเคลื่อนไหวผิดปกติขณะนอน

ฝันร้ายเกิดขึ้นกับเด็กไหม?

เด็กสามารถฝันร้ายได้ และพบได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 3–10 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จินตนาการกำลังพัฒนา และเด็กยังแยกความจริงออกจากความฝันได้ไม่ชัดเจน ซึ่งฝันร้ายในเด็กมักเกิดจาก

  • การรับสื่อที่รุนแรง เช่น การ์ตูนหรือหนังที่น่ากลัว
  • ความเครียดจากการเปลี่ยนแปลง เช่น เข้าโรงเรียนใหม่หรือมีน้อง
  • ความเจ็บป่วย ไข้ หรือเหนื่อยเกินไปก่อนนอน
  • ประสบการณ์กระทบจิตใจ เช่น การสูญเสียคนใกล้ชิด

โดยสัญญาณที่บอกว่าเด็กอาจมีปัญหาจากฝันร้าย ได้แก่ สะดุ้งตื่นกลางดึก ร้องไห้ ติดพ่อแม่มากขึ้น หรือต่อต้านการเข้านอน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ควรปลอบโยนอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการลงโทษ และหากฝันร้ายเกิดบ่อยจนรบกวนการนอนหรือพฤติกรรมในตอนกลางวัน ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก

ความสัมพันธ์ระหว่างการฝันร้ายและโรคซึมเศร้า

ฝันร้ายบ่อยครั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความฝัน แต่สะท้อนถึงภาวะทางจิตใจที่ลึกกว่านั้น เช่น ความเครียดสะสม หรือแม้แต่โรคซึมเศร้า ในบางกรณี ฝันร้ายอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นก่อนอาการซึมเศร้าจะปรากฏชัดเจน

เมื่อฝันร้ายรบกวนการนอนหลับจนกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง อาจเกิดผลกระทบต่ออารมณ์และคุณภาพชีวิต เช่น

  • หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกจากฝันร้าย
  • สมองพักไม่พอ รู้สึกเหนื่อยล้า อารมณ์ไม่มั่นคง
  • วิตกกังวล หดหู่ หรือหมดพลังจะทำสิ่งที่เคยชอบ
  • คุณภาพชีวิตและการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

หากไม่ดูแลคุณภาพการนอนอย่างเหมาะสม เช่น ปล่อยให้ฝันร้ายเกิดซ้ำโดยไม่จัดการต้นเหตุ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในระยะยาวตามมาได้

การดูแลและป้องกันการฝันร้าย

การฝันร้ายบ่อยครั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องของจิตนาการ แต่สะท้อนถึงความเครียด พฤติกรรมก่อนนอน หรือแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพจิต การดูแลและป้องกันฝันร้ายสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมและใส่ใจสุขภาพโดยรวม ดังนี้

  • นอนให้เป็นเวลา และพักผ่อนให้เพียงพอ
    การนอนอย่างสม่ำเสมอช่วยปรับสมดุลวงจรการนอน ลดความเสี่ยงต่อฝันร้าย
  • เลี่ยงสิ่งกระตุ้นก่อนนอน
    เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือการดูสื่อที่รุนแรงหรือตึงเครียดก่อนเข้านอน
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
    สร้างสิ่งแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะกับการนอน เช่น ใช้แสงไฟสลัว ปรับอุณหภูมิห้องให้สบาย และหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน
  • ฝึกเทคนิคการผ่อนคลายก่อนนอน
    เช่น หายใจลึก ๆ ฟังเพลงเบา ๆ หรือฝึกสมาธิ
  • จดบันทึกความฝัน
    เพื่อสังเกตว่าฝันร้ายเกิดขึ้นจากความเครียดหรือเรื่องใดเป็นพิเศษ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
    หากฝันร้ายเกิดถี่และส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์หรือนักบำบัดการนอนหลับ

รักษาปัญหา นอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
หากมีปัญหานอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรรักษาภาวะนี้ตามการแนะนำของแพทย์ เช่น การใช้เครื่อง CPAP หรือปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสม

ฝันร้ายอันตรายกว่าที่คิด เราจึงต้องรีบรักษา

แม้ฝันร้ายจะดูเหมือนแค่ความฝันที่ทำให้สะดุ้งตื่น แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ลึกกว่านั้น เช่น ความเครียดเรื้อรัง โรคซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพการนอนและสุขภาพจิตในระยะยาว

ฝันร้ายเรื้อรังอาจทำให้นอนไม่พอ อารมณ์แปรปรวน ไม่มีสมาธิ และรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ตลอดเวลา หากปล่อยไว้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การหาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะมาจากปัญหาด้านจิตใจ พฤติกรรมการนอน หรือโรคทางกายที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

Bangkok Sleep Center ให้บริการตรวจวิเคราะห์การนอน (Sleep Test) และดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ พร้อมแนวทางการรักษาแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิทอีกครั้ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหายใจไม่อิ่ม

ฝันร้ายบ่อยๆ มีวิธีแก้อย่างไร?

ฝันร้ายบ่อย ๆ แก้ได้โดย ฝึกการผ่อนคลายก่อนนอน นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงคาเฟอีน และปรึกษาแพทย์หากฝันร้ายรบกวนการนอนบ่อยครั้ง

ฝันร้ายเหมือนจริง เกิดจาก?

ฝันร้ายเหมือนจริงมักเกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล หรือประสบการณ์สะเทือนใจที่ฝังลึกในจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือ PTSD ทำให้สมองสร้างภาพฝันที่ชัดเจนและรุนแรงขณะนอนหลับช่วง REM

ฝันร้ายมีอะไรบ้าง?

ฝันร้ายที่พบบ่อย เช่น ฝันว่าถูกไล่ล่า ตกจากที่สูง หรือหลงทาง ฝันว่าถูกทำร้าย สูญเสียคนที่รัก หรือประสบอุบัติเหตุรุนแรง บางคนอาจฝันถึงเหตุการณ์ในอดีตที่กระทบจิตใจ เช่น ความรุนแรงหรือการพลัดพราก ซึ่งฝันเหล่านี้มักมาพร้อมความกลัว ตกใจ และทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง

ฝันร้ายจนสะดุ้งตื่น ทำยังไงดี?

เริ่มจากหายใจลึก ๆ เพื่อให้ร่างกายและหัวใจสงบ จากนั้นอาจลุกขึ้นเดินช้า ๆ หรือเปิดไฟสลัวเพื่อลดความรู้สึกกลัว หลีกเลี่ยงการพยายามนอนต่อทันที หากรู้สึกตึงเครียด อาจใช้วิธีจดบันทึกฝัน ฟังเพลงเบา ๆ หรือดื่มน้ำอุ่นก่อนกลับเข้านอนอีกครั้ง หากฝันร้ายเกิดบ่อยจนรบกวนการนอน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข

ฝันร้ายทุกคืน ทำยังไงดี?

ควรเริ่มจากปรับพฤติกรรมก่อนนอน เช่น เข้านอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงคาเฟอีน การดูสื่อรุนแรงก่อนนอน และผ่อนคลายด้วยการหายใจลึกหรือฟังเพลงเบา ๆ ก่อนนอน หากยังฝันร้ายทุกคืน ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับหรือสุขภาพจิต เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างตรงจุด

difficulty-breathing-during-sleep 1

หายใจไม่อิ่มขณะนอนหลับ เสี่ยงโรคเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว!

หายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะในตอนกลางคืน อาจดูเหมือนอาการทั่วไปที่เกิดจากความเครียดหรือความเหนื่อยล้า แต่ความจริงแล้ว อาการนี้สามารถสะท้อนความผิดปกติของระบบหายใจ การทำงานของหัวใจ หรือแม้แต่ปัญหาการนอนที่ซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะ หยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดคืน ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว

หากปล่อยให้อาการหายใจไม่อิ่มตอนกลางคืนเป็นเรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อารมณ์แปรปรวน รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวันลดลง ดังนั้น การได้รับการตรวจวิเคราะห์คุณภาพการนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ในปัจจุบัน มีสถานพยาบาลเฉพาะทางที่พัฒนาแนวทางดูแลการนอน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญ ให้บริการวินิจฉัยและแนะนำแนวทางการรักษา ซึ่งหากเริ่มสงสัยว่าอาการของคุณผิดปกติหรือไม่ สามารถปรึกษา Bangkok Sleep Center เพื่อประเมินและหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับหรือหายใจไม่อิ่ม เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด

หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea) คืออะไร?

หายใจไม่อิ่ม หรือ Dyspnea คืออาการที่ร่างกายรู้สึกว่าหายใจเข้าไปไม่สุด หรือหายใจไม่เพียงพอ แม้พยายามหายใจลึกแล้วก็ยังรู้สึกแน่น อึดอัด หรือเหนื่อยง่าย เป็นอาการที่พบได้ทั้งขณะพักหรือออกแรง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ

Dyspnea เป็นภาวะที่เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การทำงานหนักของหัวใจและปอด ภาวะเครียด การนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) หรือแม้แต่ความผิดปกติทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ โดยบางครั้งอาจไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางการนอนหลับ

จุดสังเกตของอาการหายใจไม่อิ่ม

  • หายใจตื้น หรือรู้สึกหายใจเข้าไม่สุด
  • ต้องถอนหายใจลึก ๆ บ่อย ๆ
  • แน่นหน้าอก หรือรู้สึกอึดอัดโดยไม่มีเหตุผล
  • รู้สึกเหนื่อยง่ายแม้ไม่ออกแรงมาก
  • อาการรุนแรงขึ้นเมื่อกำลังจะนอนหรือในท่านอนหงาย

หายใจไม่อิ่มตอนกลางคืนเกิดจากอะไร?

หายใจไม่อิ่มตอนกลางคืน มักเกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจหรือหัวใจทำงานผิดปกติในช่วงเวลานอนหลับ ทำให้รู้สึกเหมือนหายใจเข้าไม่เต็มปอด รู้สึกแน่น อึดอัด หายใจตื้น หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกขาดอากาศ โดยอาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)
    เกิดจากการที่ทางเดินหายใจแคบลงหรือปิดชั่วคราวในขณะนอน ส่งผลให้หายใจติดขัด หรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ทำให้ร่างกายต้องตื่นขึ้นมาสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว
  • ความผิดปกติของพฤติกรรมการนอน เช่น นอนกัดฟัน  ละเมอ  ฝันร้าย
    พฤติกรรมเหล่านี้อาจกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดภาวะหายใจผิดจังหวะ หรือรู้สึกหายใจไม่อิ่มโดยไม่รู้ตัว ส่งผลต่อคุณภาพการนอนในระยะยาว
  • ภาวะชักระหว่างนอน (Nocturnal Seizures)
    บางคนอาจมีอาการชักแบบเงียบที่เกิดในช่วงหลับลึก ส่งผลต่อการควบคุมการหายใจและทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่มหลังตื่นนอน
  • โรคเกี่ยวกับหัวใจและปอด
    เช่น หอบหืด หัวใจล้มเหลว หรือโรคปอดเรื้อรังบางชนิด ซึ่งอาจรบกวนระบบหายใจโดยเฉพาะในขณะนอนหงาย
  • ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะแพนิคตอนนอน
    ภาวะทางจิตต่าง ๆ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหายใจตึงตัว รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจลำบากแม้ไม่มีโรคทางกาย

หากคุณรู้สึกหายใจไม่อิ่มในช่วงกลางคืนบ่อย ๆ โดยมีอาการอื่นร่วม เช่น สะดุ้งตื่น นอนกัดฟัน ฝันร้าย หรือรู้สึกเหนื่อยทันทีหลังตื่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจ Sleep Test ซึ่งสามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

หายใจไม่อิ่ม อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหรือภาวะต่าง ๆ

อาการ “หายใจไม่อิ่ม” อาจเป็นมากกว่าแค่ความรู้สึกเหนื่อยหรืออึดอัด เพราะอาจสามารถสะท้อนถึงความผิดปกติของระบบหายใจ หัวใจ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หรือแม้แต่ภาวะทางจิตใจได้ เช่น

กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)  เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง รู้สึกเหนื่อยและหายใจตื้น
  • โรคปอดอักเสบ / วัณโรค / หอบหืด ทำให้เนื้อเยื่อปอดอักเสบหรือบวม อากาศเข้าออกลำบาก ส่งผลให้หายใจได้ไม่เต็มที่
  • โรคพังผืดในปอด ทำให้ปอดแข็งตัว ยืดขยายได้น้อยลง ทำให้หายใจลึกไม่ได้เหมือนปกติ
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE) โดยมีลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดในปอด ทำให้เกิดอาการหายใจหอบเฉียบพลันและอาจอันตรายถึงชีวิต
  • กล่องเสียงหดเกร็ง ทำให้หายใจติดขัดที่ระดับลำคอ โดยเฉพาะช่วงหายใจเข้า
  • ลองโควิด (Long Covid) เป็นผลข้างเคียงจากโควิดที่หายแล้ว แต่อาจหลงเหลืออาการหายใจไม่อิ่มหรือเหนื่อยง่าย
  • การติดเชื้อโควิด-19 หากเชื้อลงปอด อาจทำให้หายใจลำบากแม้ในผู้ที่เคยแข็งแรงมาก่อน

กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไม่พอ ทำให้เลือดคั่งในปอด ซึ่งทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกและหายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจแคบลง ทำให้หัวใจขาดเลือด โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยและหายใจติดขัดตอนออกแรง
  • เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจเกิดการอักเสบ ทำให้รู้สึกแน่นตึงเวลาหายใจลึก ๆ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไม่มีประสิทธิภาพ ร่างกายขาดออกซิเจน ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ทัน

กลุ่มโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

  • ALS (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ส่งผลให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจทำงานได้น้อยลง หายใจได้ไม่เต็มปอด
  • Myasthenia Gravis (MG) โรคภูมิคุ้มกันทำลายจุดเชื่อมต่อของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ หากเกิดที่กล้ามเนื้อหายใจ จะทำให้หายใจลำบาก
  • Multiple Sclerosis (MS) ส่งผลต่อการควบคุมการหายใจโดยระบบประสาท อาจเกิดอาการหายใจผิดปกติได้

กลุ่มโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม

  • ไทรอยด์เป็นพิษ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหนื่อยง่าย และรู้สึกหายใจไม่อิ่ม
  • ไทรอยด์อักเสบเรื้อรัง ส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานของร่างกายและทำให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง
  • เบาหวานที่มีภาวะคีโตแอซิโดซิส (DKA) ภาวะฉุกเฉินที่ทำให้ร่างกายหายใจลึกและถี่แบบผิดปกติ (Kussmaul breathing)

กลุ่มภาวะทางจิตใจและพฤติกรรม

  • โรคแพนิค / วิตกกังวลเรื้อรัง ทำให้กล้ามเนื้อหายใจตึงตัว หายใจเร็ว รู้สึกเหมือนขาดอากาศ
  • กลุ่มอาการไฮเปอร์เวนติเลชัน (hyperventilation) เกิดหายใจเร็วเกินไปโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดร่วมกับความเครียดหรืออารมณ์กลัว
  • ฝันร้าย ละเมอ นอนกัดฟัน ซึ่งจะกระตุ้นระบบประสาทในช่วงนอนหลับ ทำให้หายใจไม่สม่ำเสมอหรือรู้สึกไม่อิ่มขณะตื่น
  • ภาวะชักขณะนอนหลับ อาจรบกวนจังหวะการหายใจโดยไม่รู้ตัว และจะมีอาการหอบเหนื่อยหลังตื่นนอน

กลุ่มโรคอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อระบบหายใจ

  • โลหิตจางรุนแรง การที่เม็ดเลือดแดงน้อยลง ทำให้ขนส่งออกซิเจนได้น้อย ทำให้รู้สึกหายใจไม่พอ
  • อ้วนมาก (Obesity Hypoventilation Syndrome) โดยไขมันกดเบียดทรวงอกและกระบังลม ทำให้หายใจตื้น
  • โรคไตเรื้อรัง ของเสียสะสมในเลือด ส่งผลให้มีภาวะกรดในร่างกายและเหนื่อยง่าย
  • โรคโครห์น / โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองบางชนิดมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อหายใจหรือเยื่อหุ้มปอด

ประเภทของอาการหายใจไม่อิ่ม

1. หายใจไม่อิ่มแบบเฉียบพลัน

เกิดขึ้นรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีจนถึง 2–3 ชั่วโมง มักเกี่ยวข้องกับการออกแรงมากเกินไป ภาวะเครียดฉับพลัน อาการแพ้รุนแรง ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดในปอดอุดตัน ทำให้รู้สึกแน่นหน้าอกและหายใจเข้าได้ไม่สุด

2. หายใจไม่อิ่มเรื้อรัง

เป็นภาวะที่มีอาการต่อเนื่องนานกว่า 2–3 สัปดาห์ โดยมักพบในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง หรือความดันในหลอดเลือดปอดสูง

3. หายใจไม่อิ่มในขณะนอนหลับ (Paroxysmal Nocturnal Dyspnea: PND)

ผู้ป่วยมักสะดุ้งตื่นกลางดึกจากความรู้สึกหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หรืออึดอัดเมื่ออยู่ในท่านอนราบ ต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อหายใจได้ดีขึ้น มักสัมพันธ์กับภาวะหัวใจที่ทำงานลดลง

4. อ่อนแรงจากการหายใจลำบาก

การหายใจไม่สะดวกเรื้อรังอาจทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่าย เพลีย หมดแรง แม้ในขณะทำกิจกรรมเบา ๆ

5. ถอนหายใจบ่อยจากความรู้สึกหายใจไม่สุด

บางคนอาจรู้สึกเหมือนหายใจเข้าไม่เต็มที่จนต้องพยายาม “ถอนหายใจ” ลึก ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อให้รู้สึกดีขึ้น อาการนี้พบได้ในภาวะเครียด วิตกกังวล ภาวะแพนิค หรือการหายใจผิดจังหวะ โดยที่การทำงานของปอดและหัวใจยังปกติดี

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับและอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มในตอนกลางคืน หรือเมื่อตื่นนอน อาจไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกเหนื่อยจากวันหนัก ๆ แต่อาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea – OSA)” ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยและมักจะถูกละเลย

ภาวะนี้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณลำคอหย่อนตัวขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจแคบหรือปิดชั่วขณะ ส่งผลให้ร่างกาย หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งคืน แม้บางคนจะไม่รู้ตัว แต่ร่างกายจะตอบสนองด้วยการตื่นขึ้นเล็กน้อยซ้ำ ๆ เพื่อพยายามหายใจ ทำให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ และเกิดความรู้สึก “หายใจและพักผ่อนไม่เต็มที่” แม้จะนอนครบ 7–8 ชั่วโมง

สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าอาการหายใจไม่อิ่มเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่

  • สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนขาดอากาศ
  • รู้สึกเพลียมากในตอนเช้า แม้นอนเต็มเวลา
  • ปวดศีรษะหลังตื่นนอน
  • นอนกรนเสียงดัง สลับกับช่วงหยุดหายใจเงียบ ๆ
  • มีอาการง่วงกลางวันหรือหลับในโดยไม่รู้ตัว

หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจนำไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เบาหวาน หรือแม้แต่อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า

ดังนั้น หากไม่ดูแลคุณภาพการนอนให้ดี อาการหายใจไม่อิ่มอาจค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจในระยะยาวได้

อันตรายจากอาการหายใจไม่อิ่ม อย่ามองว่าแค่เหนื่อยธรรมดา

อาการหายใจไม่อิ่ม อาจดูเหมือนเป็นเพียงความรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด หรืออยากถอนหายใจบ่อย ๆ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือเป็นในขณะนอนหลับ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติภายในร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมี ความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนี้

อันตรายในระยะสั้น

  • อ่อนเพลียตลอดวัน เพราะร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้รู้สึกไม่สดชื่นแม้จะนอนครบ
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม จากการที่สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในบางช่วง
  • กระทบต่อการทำงานและสมาธิ ทำให้เกิดอาการล้า หงุดหงิดง่าย หรือทำงานผิดพลาด
  • นอนไม่หลับ / สะดุ้งตื่นบ่อย ส่งผลให้วงจรการนอนถูกรบกวน

อันตรายในระยะยาว

  • เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการในเวลากลางคืน
  • อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคร้ายแรง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ถุงลมโป่งพอง, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, หรือแม้แต่เนื้องอกบางชนิด
  • กระทบต่อสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวลเรื้อรัง แพนิค หรือซึมเศร้า จากความรู้สึกหายใจไม่ทั่วปอดเรื้อรัง

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่ หายใจลำบากขณะพัก รู้สึกแน่นหน้าอก มือเท้าเย็น เหงื่อออกผิดปกติ เวียนศีรษะบ่อย หรือมีอาการตอนนอนหลับ

อาการหายใจไม่อิ่มไม่ใช่เรื่องเล็ก การดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กลับมาดีขึ้นได้อีกครั้ง

การป้องกันและรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มอาจดูเหมือนเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาจกลายเป็นสัญญาณของโรคที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ การดูแลและป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

แนวทางการป้องกันอาการหายใจไม่อิ่ม

  1. นอนหลับให้เพียงพอและมีคุณภาพ
    พยายามนอนอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน หลีกเลี่ยงการนอนดึก พักผ่อนให้เป็นเวลา และเลือกท่านอนที่ไม่กดทับระบบหายใจ เช่น นอนตะแคง
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ
    การเดิน ว่ายน้ำ หรือฝึกหายใจลึก ๆ จะช่วยให้ปอดแข็งแรงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ
  3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
    เพราะภาวะอ้วนมากอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อหายใจและทำให้รู้สึกหายใจลำบาก
  4. หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นหรือมลพิษทางอากาศ
    เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง หรือสารเคมีที่อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของทางเดินหายใจ
  5. บริหารความเครียดอย่างเหมาะสม
    เพราะความเครียดและภาวะวิตกกังวลอาจทำให้เกิดอาการหายใจตื้น หรือถอนหายใจบ่อยโดยไม่รู้ตัว

แนวทางการรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

  1. วินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
    เช่น ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เอกซเรย์ปอด หรือการทำ Sleep Test ในกรณีที่สงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  2. รักษาตามโรคที่เป็นต้นเหตุ
    • หากเกิดจากโรคหัวใจหรือปอด แพทย์จะให้การรักษาตรงตามอาการและความรุนแรง
    • หากเกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ระหว่างนอน
  3. ทำกายภาพบำบัดระบบหายใจ
    ช่วยฝึกให้กล้ามเนื้อหายใจทำงานได้ดีขึ้น เช่น การฝึกหายใจแบบพุ่งลม (pursed-lip breathing)
  4. ดูแลสุขภาพจิตควบคู่กันไป
    หากอาการเกิดจากภาวะเครียด วิตกกังวล หรือโรคแพนิค อาจต้องได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

วิธีดูแลอาการหายใจไม่อิ่มตอนกลางคืน

อาการหายใจไม่ออกขณะนอนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตไปจนถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจหรือปอด การดูแลรักษาจึงควรครอบคลุมทั้งการปรับพฤติกรรม การใช้ยา และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพทย์หรือรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางการนอน

1. การดูแลตัวเองเบื้องต้น

หากยังไม่มีอาการรุนแรง สามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น

  • ปรับท่านอนให้เหมาะสม
    การหนุนหมอนให้สูงขึ้น หรือใช้เตียงปรับระดับ จะช่วยให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น
  • จัดห้องนอนเพื่อการนอนที่มีคุณภาพ
    จัดห้องนอนให้น่านอน ด้วยแสงสลัว อุณหภูมิพอดี เตียงที่สบาย และสิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ ช่วยให้หลับลึกและพักผ่อนได้เต็มที่
  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
    เช่น ฝุ่นในห้องนอน น้ำหอม หรือควันบุหรี่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย
  • ควบคุมน้ำหนัก
    เพราะภาวะน้ำหนักเกินส่งผลต่อระบบหายใจโดยตรง โดยเฉพาะในท่านอนหงาย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    เช่น เดิน โยคะ หรือว่ายน้ำ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน ช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น ลดโอกาสอุดตันทางเดินหายใจ
  • ลดแอลกอฮอล์ งดบุหรี่
    เพื่อลดการกดการทำงานของระบบหายใจและลดการอักเสบเรื้อรัง
  • รักษาโรคประจำตัวให้ดี
    เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ หรือกรดไหลย้อนที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการแย่ลง

2. การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ

การใช้ยาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในกรณีที่มีโรคประจำตัวหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากปรับพฤติกรรม ได้แก่

  • ยาขยายหลอดลม
    สำหรับผู้ป่วยโรคปอด เช่น หอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง
  • ยาคลายเครียดหรือยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี
    หากพบว่าอาการหายใจไม่อิ่มสัมพันธ์กับความวิตกกังวล
  • ยาแก้แพ้ หรือยากลุ่มสเตียรอยด์
    สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือหลอดลมอักเสบ
  • ยารักษาโรคหัวใจ
    เช่น ACE inhibitors หรือ Beta-blockers สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความดันสูง

3. การรักษาด้วยวิธีอื่น

หากอาการยังรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลทั่วไป อาจต้องใช้การรักษาเพิ่มเติม เช่น

  • ใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP หรือ BiPAP
    เหมาะกับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือภาวะหายใจตื้นในตอนกลางคืน
  • ออกซิเจนเสริม
    สำหรับผู้ที่มีภาวะปอดเสื่อมหรือออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • การพ่นยา หรือจัดฟันดัดช่องลม (oral appliance)
    โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาโครงสร้างช่องปากและลำคอ
  • การผ่าตัด (เช่น ผ่าตัดต่อมทอนซิล ผ่าตัดจมูก หรือคอ)
    ในกรณีที่โครงสร้างทางเดินหายใจอุดกั้นอย่างรุนแรง

หายใจไม่อิ่มตอนกลางคืน ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว จึงควรรีบรักษา

อาการหายใจไม่อิ่มขณะนอนหลับ อาจไม่ใช่แค่ความเครียดหรือเหนื่อยล้า แต่ “อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย” ว่าระบบหายใจกำลังมีปัญหา อาการเหล่านี้บางครั้งสาเหตุไม่ได้อยู่แค่ที่ปอด แต่อาจซ่อนอยู่ลึกถึง หัวใจ สมอง หรือระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ 

โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ที่พบได้บ่อย และหลาย ๆ คนไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นบ่อย หรือง่วงผิดปกติในตอนกลางวัน ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนบอกว่าร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่แท้จริง และอาจเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

อย่าปล่อยให้ “แค่นอนไม่เต็มอิ่ม” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต หากคุณเริ่มสงสัยว่ามีอาการดังกล่าวเหล่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องต่อไป
ที่ Bangkok Sleep Center ให้บริการรักษาและให้คำปรึกษาผู้ที่มีปัญหาการนอน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ มีบริการตรวจ Sleep Test ทั้งที่คลินิกและตรวจที่บ้าน เพื่อวิเคราะห์สาเหตุอย่างละเอียด และแนะนำแนวทางการดูแลที่เหมาะสม รวมถึงปัญหาการนอนอื่น ๆ เช่น อาการนอนไม่หลับ

การนอนที่ดี ไม่ใช่แค่การนอนหลับ แต่ต้อง “หลับลึก หายใจได้เต็มปอด และตื่นมาแบบสดชื่น”
เพราะการมีสุขภาพดี…เริ่มต้นที่การหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่เต็มปอดตอนกลางคืนเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการหายใจไม่เต็มปอดตอนกลางคืนอาจเกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจ โรคปอด ความเครียดเรื้อรัง หรือสาเหตุอื่น ๆ

อาการหายใจไม่อิ่มอันตรายไหม?

อาการหายใจไม่อิ่มอาจเป็นอันตราย หากเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจ ปอด หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อสมองและหัวใจในระยะยาว

นอนแล้วหายใจไม่ค่อยออกควรทําอย่างไร?

หากนอนแล้วรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ควรปรับท่านอนให้นอนตะแคงหรือหนุนหมอนให้สูงขึ้น หลีกเลี่ยงการกินอาหารหนักก่อนนอน และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท หากอาการเกิดบ่อยหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจ หรือโรคปอด

หายใจแบบไหนควรไปหาหมอ?

ควรไปพบแพทย์หากมีอาการหายใจที่ผิดปกติดังนี้

  • หายใจลำบากขณะพัก หรือหายใจตื้นตลอดเวลา
  • แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือหายใจแล้วเจ็บ
  • หายใจหอบร่วมกับเวียนหัว หน้ามืด หรือเป็นลม
  • สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่ออกบ่อยครั้ง
  • มีเสียงหวีดขณะหายใจ หรือหายใจไม่อิ่มเรื้อรัง

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจ ปอด หรือระบบประสาทที่ต้องวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน

hypersomnia-warning-signs 1

สัญญาณอันตราย จากโรคนอนเยอะเกินไป (Hypersomnia)

นอนเยอะเกินไป อาจไม่ใช่แค่การพักผ่อนที่เกินพอดี แต่อาจเป็นสัญญาณปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคหยุดหายใจขณะหลับ หรือความผิดปกติของฮอร์โมน หากนอนมากแต่ยังรู้สึกง่วง เพลีย หรือขาดสมาธิ ควรเข้ารับการตรวจเช็กคุณภาพการนอน

improve-sleep-quality 1

10 วิธีการนอนหลับอย่างไรให้ได้คุณภาพดี? แก้ปัญหานอนหลับยาก

นอนครบ 7–8 ชั่วโมงแต่ตื่นมาแล้วยังรู้สึกง่วง เหนื่อย เพลียอยู่หรือเปล่า? อาจไม่ใช่เพราะนอนไม่พอ แต่เพราะ “นอนไม่ลึก” บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุ อันตรายจากการนอนไม่หลับ พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หลับสนิท พักผ่อนได้อย่างมีคุณภาพในทุกคืน

Art Therapy 4

ศิลปะบำบัด การฟื้นฟูสุขสภาวะด้วยบทฝึกหัดศิลปะเฉพาะบุคคล

ศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา (Anthroposophical Art Therapy) คือ ศาสตร์ที่มีตั้งแต่ปี ค.ศ.1921 โดย ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Dr.Rudolf Steiner) บิดาแห่งการแพทย์

เครื่อง CPAP

CPAP เครื่องช่วยหายใจ รักษาอาการนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

จะรู้ได้อย่างไร ว่าความดันของเครื่อง CPAP สูง หรือต่ำเกินไป

เครื่อง CPAP เป็นอุปกรณ์เป่าความดันลมผ่านทางจมูก หรือปาก ที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรงอย่างแพร่หลาย เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้ร่างกายของผู้ที่กำลังประสบกับภาวะดังกล่าวสามารถหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอดได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาที่สามารถพบเจอได้บ่อยในการใช้งานเครื่อง CPAP คือ ปัญหาเกี่ยวกับการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ที่ไม่เหมาะสม จนนำไปสู่การเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

ในบทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ จึงอยากจะขอพาผู้ใช้งานเครื่อง CPAP ทุกคนมาร่วมเจาะลึกความสำคัญของการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP พร้อมสำรวจวิธีการตรวจสอบระดับความดัน และการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ให้มีความสอดคล้องกับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากที่สุด

ความสำคัญเกี่ยวกับการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP

เครื่อง CPAP หลากหลายรุ่นและยี่ห้อที่มีวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดล้วนมาพร้อมด้วยระบบการทำงาน และการตั้งค่าความดันที่แตกต่างกันออกไป จนส่งผลทำให้ค่าที่สามารถบันทึกได้ และค่าแรงดันเฉลี่ยของเครื่อง CPAP แต่ละเครื่องมีความแตกต่างกันตามไปด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว การตั้งค่าระดับความดันของเครื่อง CPAP อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Therapy) ของผู้ป่วยแต่ละราย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยให้ทำให้การหายใจในขณะใช้งานเครื่อง CPAP ของผู้ที่กำลังประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นไปด้วยความสบาย และปลอดภัยมากที่สุดอีกด้วย

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP จะเป็นขั้นตอนที่จะต้องเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ด้วยตนเองที่บ้านอาจส่งผลทำให้เกิดการปรับระดับแรงดันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่มากหรือน้อยจนเกินไป อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดการผ่อนลมที่ไม่เหมาะสม จนส่งผลทำให้ผู้ที่กำลังประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีอาการแย่ลง หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง อาทิ การคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ การมีระดับออกซิเจนในเลือดที่ไม่เพียงพอ หรือการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากส่วนกลางที่เกิดจากการรักษา (Treatment-Emergent Central Sleep Apnea : TECSA) จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP

การตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ให้มีความเหมาะสมกับอาการ และระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับของผู้ป่วยแต่ละคน จะต้องอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการนำเอาปัจจัยต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ และพิจารณาร่วมกัน เพื่อการกำหนดการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ดังนี้

  • ปัจจัยทางกายวิภาค : โดยผู้ที่มีกะโหลกศีรษะที่มีลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงมีกรามล่างเล็ก มีลิ้น หรือต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ หรือมีเส้นรอบวงคอมากกว่า 17 นิ้ว จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่มากกว่าคนทั่วไป และอาจต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  • ภาวะผนังกั้นช่องจมูกคด : การมีภาวะผนังกั้นช่องจมูกคดจะทำให้ร่างกายถูกจำกัดการไหลเวียนของอากาศผ่านทางจมูก จนส่งผลทำให้ต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการช่วยให้ทางเดินหายใจส่วนบนเปิดรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ค่า BMI : ผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย หรือค่า BMI สูง จะมีแนวโน้มที่จะมีเนื้อเยื่อในลำคอส่วนเกินที่สามารถจำกัดการไหลเวียนของอากาศไปสู่ปอดได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้น แต่ถ้าหากน้ำหนักของผู้ป่วยลดลงมาก็จำเป็นที่จะต้องปรับลดระดับความดันของเครื่อง CPAP ด้วยเช่นกัน
  • ภูมิแพ้ทางจมูก : การเกิดอาการภูมิแพ้จะทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก และทำให้การไหลเวียนของอากาศ และออกซิเจนไปสู่ปอดสู่ปอดลดน้อยลงจนทำให้ต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงมากขึ้น
  • ตำแหน่งในการนอนหลับ : โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่นอนหงายจะต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงกว่าผู้ที่นอนตะแคงข้าง เนื่องจากการนอนหงายจะทำให้แรงโน้มถ่วงสามารถสร้างแรงกดทับต่อทางเดินหายใจ จนส่งผลต่อปริมาณการไหลเวียนอากาศที่ลดน้อยลงได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าความดันของเครื่อง CPAP สูงหรือต่ำเกินไป

  1. เครื่อง CPAP มีระดับความดันสูงเกินไป
    ในกรณีที่เครื่อง CPAP มีระดับความดันที่สูงจนเกินไป ผู้ใช้งานเครื่อง CPAP จะสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติดังกล่าวได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเอง เนื่องจากระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงจนเกินไปจะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกแสบร้อนในลำคอ และไม่สบายที่ภายในบริเวณปาก จมูก หรือทางเดินหายใจ โดยผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นมีการดิ้นรนเพื่อให้ตนเองสามารถหายใจออกได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจประสบกับภาวะกลืนอากาศ (Aerophagia) จนทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร รู้สึกไม่สบายตัว และเรอมากเกินไปได้อีกด้วย
  2. เครื่อง CPAP มีระดับความดันต่ำเกินไป
    ในกรณีที่เครื่อง CPAP มีระดับความดันที่ต่ำจนเกินไป ผู้ที่ใช้งานเครื่อง CPAP มักจะรู้สึกถึงความไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยบางคนอาจตื่นนอนขึ้นมาพร้อมด้วยความรู้สึกมึนศีรษะและไม่สดชื่น ในขณะที่บางคนอาจประสบกับอาการกรนหนัก รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสำลัก ร่วมกับการมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น โดยหากผู้ป่วยประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือภาวะหายใจลำบากเนื่องจากได้รับออกซิเจนในปริมาณที่ไม่เพียงพอ มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป ก็จะหมายความว่า เครื่อง CPAP จำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับระดับความดันให้สูงขึ้น เพื่อการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ผู้ที่มีเครื่อง CPAP อยู่แล้วแต่รู้สึกว่าใส่ไม่ได้ ใส่ไม่สบาย อึดอัด ตื่นกลางดึกแล้วมีแรงลมสูงมาก ไม่สามารถนอนต่อได้ หรือเคยใส่สบาย แต่ตอนนี้อายุมากขึ้น สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป เช่น น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเกิน 10 กิโลกรัม หรือมีโรคประจำตัวขึ้นมาใหม่ เช่น สมองขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจกำเริบ แนะนำให้พบคลินิกที่เชี่ยวชาญและมีความชำนาญในการปรับค่าความดันเครื่อง CPAP โดยคลินิกจะทำการโหลดข้อมูลที่บันทึกในเครื่อง CPAP นำมาให้แพทย์วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ใส่เครื่อง CPAP ไม่สบาย และปรับค่าเครื่อง CPAP โดยละเอียด (fine tuning) เพื่อให้ท่านใส่เครื่อง CPAP นอนหลับได้อย่างสบายและใช้ประสิทธิภาพของเครื่องได้ดีที่สุด

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ เราคือศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ ที่พร้อมให้บริการตรวจ Sleep Test ทั้งในรูปแบบ Full sleep test (การตรวจการนอนหลับที่ศูนย์ตรวจ) และ Home sleep test (การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาเลือกใช้งานเครื่อง CPAP แบบครบวงจร ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ American Academy of Sleep Medicine ในสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิม ที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว และทำให้ความรู้สึกสบายใจ เพื่อให้คุณรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนมากกว่ามาตรวจหาโรค ให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Edit - ภาพประกอบบทความ

ซึมเศร้า อาการที่พบร่วมได้กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ซึมเศร้า อาการที่พบร่วมได้กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ความเชื่อมโยงระหว่างภาวะซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

โดย พญ.ศรัชชา เทียนสันติสุข จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน

ภาวะหยุดหายใจในขณะหลับเป็นโรคการนอนหลับที่พบได้บ่อย สามารถพบความชุกของโรคนี้ในประชากรตะวันตกร้อยละ 24 ในเพศชาย และร้อยละ 9 ในเพศหญิง สำหรับการศึกษาในประเทศไทยพบความชุกของโรคนี้ร้อยละ 15.4 ในเพศชาย และร้อยละ 6.3 ในเพศหญิง โดยโรคนี้สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ และพบมากในช่วงวัยกลางคนถึงสูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

อาการที่พบได้บ่อยในภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ ได้แก่ อาการนอนกรน อาการง่วงมากกว่าปกติในช่วงเวลากลางวัน ปวดศีรษะ ปากแห้งตอนเช้า ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ซึ่งหากคนไข้มีอาการดังกล่าว และสงสัยว่าจะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยตรวจ​การ​นอน​กรน เพื่อประเมิน และทำการรักษาต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ สามารถมีโรคร่วม และมีภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายได้หลายประการ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง ทางด้านจิตใจเองก็เช่นกัน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถพบร่วมกับภาวะซึมเศร้า โดยจากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจในขณะหลับสูงถึงร้อยละ 15-56 เมื่อเทียบกับความชุกของภาวะซึมเศร้าในประชากรทั่วไปที่ร้อยละ 6.6 และยังมีการศึกษาทางพยาธิสรีรวิทยาที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับว่าอาจเป็นผลกระทบจากการรบกวนในวงจรการนอนหลับ และการตื่น รวมถึงภาวะออกซิเจนต่ำในขณะนอนหลับ

การไม่ได้รักษาภาวะซึมเศร้า ที่เกิดร่วมกับภาวะ อย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่คุณภาพการนอนหลับที่ลดลง ความเสี่ยงต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ลดลง การดูแลรักษาแบบเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไข้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติของเรา ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP), บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แบบ Full sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) พร้อมรักษาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Sleep Test

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

ไขข้อสงสัย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาอาการกรน

ภาวะนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สามารถบั่นทอนสุขภาพในการนอนหลับจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การเข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ที่สามารถช่วยวิเคราะห์การทำงานของร่างกายในขณะที่กำลังนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับสามารถค้นพบเหตุแห่งโรค และมองหาแนวทางในการรักษาได้อย่างทันท่วงที

โดยในบทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ จะขอพาผู้ที่ต้องการเข้ารับการตรวจการนอนกรน (Sleep Test) ทุกท่านไปพบกับ 10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ดังนี้

Sleep Test

คำถามที่พบบ่อยในการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

1. ทำไมต้องตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เป็นการตรวจวิเคราะห์ และหาความปกติเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้ทีมแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยโรคต่างที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ อาทิ โรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น รวมถึงการกระตุกของกล้ามเนื้อในบริเวณต่าง ๆ เพื่อการประเมินระดับความรุนแรงของโรค ร่วมกับการวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

2. วิธีการตรวจ Sleep Test เป็นอย่างไร
ในการตรวจ Sleep Test ทางทีมแพทย์จะทำการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรับสัญญาณตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในขณะนอนหลับ ร่วมกับการบันทึกวิดีโอในขณะที่ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) นอนหลับเพื่อสังเกตท่าทางในการนอน และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ

3. การตรวจ Sleep Test ต้องทำที่ไหน
การตรวจ Sleep Test แบบสมบูรณ์ (Full Sleep Test ระดับที่ 1) ซึ่งเป็นการตรวจแบบที่ละเอียดที่สุด และมีเจ้าหน้าที่ตรวจเฝ้าสัญญาณการนอนตลอดทั้งคืน จะทำการตรวจทึ่ศูนย์กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ส่วนการตรวจชนิดที่มีความละเอียดรองลงไป เช่น ระดับที่ 2 หรือ 3 สามารถตรวจได้ที่บ้าน โดยในระดับที่ 2 จะมีเจ้าหน้าที่ไปติดอุปกรณ์ให้ที่บ้าน แต่ไม่ได้เฝ้าสัญญาณการนอน และในระดับที่ 3 สามารถรับเครื่องตรวจ Sleep Test จากที่ศูนย์ฯ นำไป ติดตั้งอุปกรณ์ด้วยตัวเอง

4. ในการตรวจ Sleep Test สามารถนำชุดเครื่องนอน และหมอนมาเองได้ไหม
สามารถทำได้ โดยการเตรียมชุดนอน หมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตาตัวโปรด หรือหนังสือสักเล่มมาจากที่บ้านจะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) สามารถนอนหลับได้อย่างสนิท และผ่อนคลายเหมือนกับการนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ในการตรวจ Sleep Test ที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

5. การตรวจ Sleep Test ใช้เวลานานเท่าไหร่
โดยทั่วไปแล้ว การตรวจ Sleep Test จะใช้ระยะเวลาในการติดอุปกรณ์ตรวจประมาณ 45 – 60 นาที ก่อนเวลาเข้านอน โดยหลังจากนั้นทางทีมแพทย์จะให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับตามเวลาที่นอนหลับเป็นประจำ และเริ่มการตรวจวัดผลไปจนถึงเวลาประมาณ 05.30 – 6.00 น.

Sleep Test

6. การตรวจ Sleep Test จะมีการตรวจวัดผลอะไรบ้าง
การตรวจ Sleep Test จะมีการตรวจวัดผลเกี่ยวกับคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของดวงตา การเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้อง อัตราการเต้นของหัวใจ รูปแบบการหายใจเข้า-ออก ระดับออกซิเจนในเลือด ท่าทางในการนอนหลับ การเคลื่อนไหวของแขน และขา รวมถึงเสียงกรนและพฤติกรรมอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ

7. สามารถรู้ผลการตรวจ Sleep Test ได้เร็วแค่ไหน
ผู้ที่เข้ารับการตรวจ Sleep Test สามารถทราบผลตรวจเบื้องต้นได้ในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน โดยหลังจากนั้นทางทีมแพทย์จะทำการนัดหมาย เพื่อเข้ามาฟังผลการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

8. ประกันสุขภาพครอบคลุมการตรวจ Sleep Test หรือไม่
สิทธิประกันสุขภาพของแต่ละบริษัทจะมีความคุ้มครองในส่วนของค่าใช้จ่ายในการตรวจ Sleep Test ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ต้องการตรวจ Sleep Test จึงควรศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทุกครั้ง เพื่อผลประโยชน์ในการเบิกจ่ายค่าตรวจการนอนหลับที่มีความครอบคลุมมากที่สุด

9. การตรวจ Sleep Test เกี่ยวอะไรกับการรักษาภาวะนอนกรน

การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) จะช่วยให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจสามารถรับรู้ถึงระดับความรุนแรงของภาวะนอนกรน ที่มักจะเกิดขึ้นควบคู่กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และตรวจหาค่าความดันที่เหมาะสมสำหรับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยเครื่อง CPAP เพื่อให้ใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ บริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) แบบ Full Sleep Test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) และรักษาโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ American Academy of Sleep Medicine ในสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิม ที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว และทำให้ความรู้สึกสบายใจ เพื่อให้คุณรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนมากกว่ามาตรวจหาโรค ให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

CPAP

นวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรน และวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

นวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรน และวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

รู้จักนวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

ปัญหาการนอนกรน ถือว่าเป็นอีกหนี่งภัยเงียบสำคัญที่หลายคนมักคาดไม่ถึงว่า การนอนกรนธรรมดา ๆ จะสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้มากกว่าที่คิด อีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่มองว่าการนอนกรนนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย หรือในยามที่เหนื่อยล้ามาก ๆ ก็สามารถนอนกรนกันได้ทั้งนั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนอนกรนที่ว่านี้ไม่ได้สื่อถึงเพียงลักษณะอาการกรนที่เกิดขึ้นในระหว่างนอนหลับจนดังรบกวนคนอื่น ๆ เท่านั้น แต่เป็นการสื่อถึงผลที่ตามมาจากอาการนี้ด้วย นั่นก็คือการเกิด ‘ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ’ โดยการตกอยู่ในภาวะนี้ จะส่งผลให้รู้สึกไม่กระปรี้กระเป่าในตอนกลางวัน หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ และที่สำคัญกว่านั้นคือภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ รวมถึงมีโอกาสที่สมรรถภาพทางเพศจะลดลงด้วย อย่างไรก็ตามการนอนกรนไม่ได้ร้ายแรงเท่ากันในทุกกรณี จึงควรตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) อย่างละเอียดเสียก่อน

นอกเหนือจากเรื่องของการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเข้าสู่กระบวนการรักษาอาการกรน ซึ่งก็จะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น การลดน้ำหนัก, การผ่าตัด, การใช้เครื่อง CPAP และการใส่เครื่องมือทางทันตกรรม ซึ่งการรักษาด้วยการใช้เครื่อง CPAP นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่เห็นผลแน่นอน อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากทางการแพทย์ทั่วโลกด้วย หลาย ๆ คนที่มีปัญหาเรื่องนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จึงมักเลือกใช้วิธีการนี้ในการรักษาเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นการรักษาที่ได้ผลดี ได้ผลทันที ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาอื่น ๆ

บทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ ขอร่วมเสนอทางออกด้วยการพาผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับการรักษาอาการนอนกรนผ่านการใช้เครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP กัน

CPAP

ชวนรู้จักนวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งาน

เครื่อง CPAP คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร?
เครื่อง CPAP คืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อัดอากาศที่มีแรงดันบวกเข้าไปยังทางเดินหายใจของมนุษย์ในระหว่างที่เรานอนหลับ ดังที่เราทราบกันว่าอาการนอนกรนนั้น เกิดจากการที่โคนลิ้น และเนื้อเยื่อบริเวณลำคอของเราหย่อนตัวจนมาปิดช่องทางเดินหายใจตอนที่เรานอนหลับสนิท ทำให้เราหายใจเข้าได้ไม่เต็มที่ ต้องออกแรงในการหายใจเข้าที่มากผิดปกติ เนื้อเยื่อบริเวณลำคอ และเพดานอ่อนจึงเกิดการกระพือ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น และหากเกิดการอุดกั้นจนช่องทางเดินหายใจปิดสนิท ก็จะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ การอัดอากาศเข้าไปของเครื่อง CPAP นี้จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องทางเดินหายใจ เพื่อขยายช่องทางเดินหายใจของเราให้เปิดกว้างขึ้น ทำให้ไม่เกิดการกรน และหยุดหายใจขณะหลับ
เครื่อง CPAP แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. CPAP แบบปรับแรงดันอัตโนมัติ (Auto CPAP) จะทำงานโดยเพิ่มอากาศที่มีแรงดันอากาศต่ำผ่านหน้ากาก CPAP เป็นค่าแรงดันพื้นฐานก่อน (เช่น 5 cm H20) และมีตัวเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับว่าร่างกายมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เครื่อง CPAP ก็จะเพิ่มแรงดันอากาศขึ้น เช่น 12 cm H20) เพื่อแก้ไขภาวะนี้ โดยเครื่องจะปรับค่าแรงดันอากาศให้โดยอัตโนมัติ โดยค่าแรงดันอากาศจากมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายขณะนั้น ๆ เครื่อง Auto CPAP จะใส่สบาย และไม่รู้สึกอัดอัดจากแรงดันอากาศที่สูง

2.CPAP แบบแรงดันคงที่ (Manual CPAP/Fixed CPAP) เครื่อง CPAP แบบนี้จะตั้งค่าแรงดันอากาศไว้ที่ค่าคงที่ เช่น 10 cm H2) (ค่าแรงดันจะได้จากการตรวจการนอนหลับ (Sleep test) ซึ่งค่าแรงดันนี้จะเป็นค่าแรงดันอากาศที่สูงพอดีที่จะสามารถเปิดทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ เครื่อง Manual CPAP จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีระดับความรุนแรงไม่มาก ใช้ค่าแรงดันอากาศในการรักษาน้อย เพราะหากใช้ค่าแรงดันอากาศมาก จะทำให้รู้สึกอึดอัด นอนไม่สบาย และข้อดีอีกประการ คือ เครื่องมีราคาย่อมเยากว่าเครื่องแบบอื่น

3.CPAP แบบแรงดัน 2 ระดับ (Bilevel PAP หรือ BiPAP) คือเครื่องที่สามารถตั้งระดับแรงดันอากาศในจังหวะหายใจเข้า และหายใจออกให้มีค่าแตกต่างกันได้ เช่น ขณะหายใจเข้าแรงดันเป็น 17 cmH2O ขณะหายใจออกแรงดันเป็น 6 cmH2O เครื่องนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง ถุงลมโป่งพอง หอบหืด หัวใจวาย หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ใครสามารถใช้งานเครื่อง CPAP ได้บ้าง?
การจะใช้เครื่อง CPAP เพื่อป้องกันอาการนอนกรนได้อย่างปลอดภัยนั้น ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยควรเริ่มต้นจากการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) เพื่อทดสอบว่ามีอาการนอนกรน และเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจริงหรือไม่ แล้วมีดัชนีการหยุดหายใจ (AHI) อยู่ที่เท่าไร หากมีดัชนีการหยุดหายใจขณะหลับ มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์ถึงจะแนะนำให้ใช้เครื่อง CPAP เพื่อรักษา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักไม่แนะนำให้ใช้เครื่อง CPAP ในเด็ก เนื่องจากโครงสร้างใบหน้าของเด็กยังมีการเจริญเติบโตอยู่ หากใส่เครื่อง CPAP หน้ากาก และสายรัดศีรษะ อาจมีแรงกดทับที่ใบหน้า ทำให้การเจริญของกระดูก และกล้ามเนื้อผิดรูปได้

วิธีการใช้งานเครื่อง CPAP มีขั้นตอนอย่างไร?
ในส่วนของการใช้งานเครื่อง CPAP เพื่อรักษาอาการกรนนั้น ถือว่าไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยเครื่องนี้จะมีอุปกรณ์ทั้งหมด 4 ชิ้น ได้แก่ เครื่องสร้างแรงดันอากาศ (CPAP Device), หน้ากาก (CPAP Mask) และสายรัดศีรษะ (Headgear), ท่ออากาศ และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับวิธีการใช้งานก็จะเริ่มต้นจากการเสียบปลั๊กไฟเข้ากับตัวเครื่อง จากนั้นก็ทำการต่อท่ออากาศเข้ากับตัวเครื่อง และตัวหน้ากาก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้เราสวมหน้ากากเอาไว้ ทำการเปิดเครื่อง และเข้านอนได้เลย จากนั้นเครื่องจะเริ่มกระบวนการทำงานตามระบบ เพื่อดูแลเราไม่ให้นอนกรน หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับเอง โดยที่เราไม่ต้องควบคุมอะไรอีกเลย

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะมองเห็นแล้วว่า การใช้เครื่อง CPAP เพื่อเพื่อรักษาอาการกรน ก็เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ และยังสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และพักฟื้นเป็นเวลานานด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการทดลอง และแก้ไขปัญหานอนกรนด้วยวิธีนี้ ก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเข้ารับการทดสอบตรวจ​การ​นอน​กรน (sleep test) กับกรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ บริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP), บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แบบ Full sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) พร้อมรักษาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน โดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ ที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687