เครื่อง CPAP

CPAP เครื่องช่วยหายใจ รักษาอาการนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

จะรู้ได้อย่างไร ว่าความดันของเครื่อง CPAP สูง หรือต่ำเกินไป

เครื่อง CPAP เป็นอุปกรณ์เป่าความดันลมผ่านทางจมูก หรือปาก ที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรงอย่างแพร่หลาย เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้ร่างกายของผู้ที่กำลังประสบกับภาวะดังกล่าวสามารถหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอดได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาที่สามารถพบเจอได้บ่อยในการใช้งานเครื่อง CPAP คือ ปัญหาเกี่ยวกับการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ที่ไม่เหมาะสม จนนำไปสู่การเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานได้

ในบทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ จึงอยากจะขอพาผู้ใช้งานเครื่อง CPAP ทุกคนมาร่วมเจาะลึกความสำคัญของการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP พร้อมสำรวจวิธีการตรวจสอบระดับความดัน และการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ให้มีความสอดคล้องกับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากที่สุด

ความสำคัญเกี่ยวกับการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP

เครื่อง CPAP หลากหลายรุ่นและยี่ห้อที่มีวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดล้วนมาพร้อมด้วยระบบการทำงาน และการตั้งค่าความดันที่แตกต่างกันออกไป จนส่งผลทำให้ค่าที่สามารถบันทึกได้ และค่าแรงดันเฉลี่ยของเครื่อง CPAP แต่ละเครื่องมีความแตกต่างกันตามไปด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว การตั้งค่าระดับความดันของเครื่อง CPAP อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Therapy) ของผู้ป่วยแต่ละราย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยให้ทำให้การหายใจในขณะใช้งานเครื่อง CPAP ของผู้ที่กำลังประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นไปด้วยความสบาย และปลอดภัยมากที่สุดอีกด้วย

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP จะเป็นขั้นตอนที่จะต้องเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ด้วยตนเองที่บ้านอาจส่งผลทำให้เกิดการปรับระดับแรงดันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่มากหรือน้อยจนเกินไป อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดการผ่อนลมที่ไม่เหมาะสม จนส่งผลทำให้ผู้ที่กำลังประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีอาการแย่ลง หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง อาทิ การคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ การมีระดับออกซิเจนในเลือดที่ไม่เพียงพอ หรือการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากส่วนกลางที่เกิดจากการรักษา (Treatment-Emergent Central Sleep Apnea : TECSA) จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP

การตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ให้มีความเหมาะสมกับอาการ และระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับของผู้ป่วยแต่ละคน จะต้องอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการนำเอาปัจจัยต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ และพิจารณาร่วมกัน เพื่อการกำหนดการตั้งค่าความดันของเครื่อง CPAP ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ดังนี้

  • ปัจจัยทางกายวิภาค : โดยผู้ที่มีกะโหลกศีรษะที่มีลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงมีกรามล่างเล็ก มีลิ้น หรือต่อมทอนซิลขนาดใหญ่ หรือมีเส้นรอบวงคอมากกว่า 17 นิ้ว จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่มากกว่าคนทั่วไป และอาจต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  • ภาวะผนังกั้นช่องจมูกคด : การมีภาวะผนังกั้นช่องจมูกคดจะทำให้ร่างกายถูกจำกัดการไหลเวียนของอากาศผ่านทางจมูก จนส่งผลทำให้ต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการช่วยให้ทางเดินหายใจส่วนบนเปิดรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ค่า BMI : ผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกาย หรือค่า BMI สูง จะมีแนวโน้มที่จะมีเนื้อเยื่อในลำคอส่วนเกินที่สามารถจำกัดการไหลเวียนของอากาศไปสู่ปอดได้ ดังนั้น หากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงขึ้น แต่ถ้าหากน้ำหนักของผู้ป่วยลดลงมาก็จำเป็นที่จะต้องปรับลดระดับความดันของเครื่อง CPAP ด้วยเช่นกัน
  • ภูมิแพ้ทางจมูก : การเกิดอาการภูมิแพ้จะทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก และทำให้การไหลเวียนของอากาศ และออกซิเจนไปสู่ปอดสู่ปอดลดน้อยลงจนทำให้ต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงมากขึ้น
  • ตำแหน่งในการนอนหลับ : โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่นอนหงายจะต้องใช้ระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงกว่าผู้ที่นอนตะแคงข้าง เนื่องจากการนอนหงายจะทำให้แรงโน้มถ่วงสามารถสร้างแรงกดทับต่อทางเดินหายใจ จนส่งผลต่อปริมาณการไหลเวียนอากาศที่ลดน้อยลงได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าความดันของเครื่อง CPAP สูงหรือต่ำเกินไป

  1. เครื่อง CPAP มีระดับความดันสูงเกินไป
    ในกรณีที่เครื่อง CPAP มีระดับความดันที่สูงจนเกินไป ผู้ใช้งานเครื่อง CPAP จะสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติดังกล่าวได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเอง เนื่องจากระดับความดันของเครื่อง CPAP ที่สูงจนเกินไปจะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกแสบร้อนในลำคอ และไม่สบายที่ภายในบริเวณปาก จมูก หรือทางเดินหายใจ โดยผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นมีการดิ้นรนเพื่อให้ตนเองสามารถหายใจออกได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจประสบกับภาวะกลืนอากาศ (Aerophagia) จนทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร รู้สึกไม่สบายตัว และเรอมากเกินไปได้อีกด้วย
  2. เครื่อง CPAP มีระดับความดันต่ำเกินไป
    ในกรณีที่เครื่อง CPAP มีระดับความดันที่ต่ำจนเกินไป ผู้ที่ใช้งานเครื่อง CPAP มักจะรู้สึกถึงความไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยบางคนอาจตื่นนอนขึ้นมาพร้อมด้วยความรู้สึกมึนศีรษะและไม่สดชื่น ในขณะที่บางคนอาจประสบกับอาการกรนหนัก รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสำลัก ร่วมกับการมีความดันโลหิตที่สูงขึ้น โดยหากผู้ป่วยประสบกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือภาวะหายใจลำบากเนื่องจากได้รับออกซิเจนในปริมาณที่ไม่เพียงพอ มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมงขึ้นไป ก็จะหมายความว่า เครื่อง CPAP จำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับระดับความดันให้สูงขึ้น เพื่อการใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ผู้ที่มีเครื่อง CPAP อยู่แล้วแต่รู้สึกว่าใส่ไม่ได้ ใส่ไม่สบาย อึดอัด ตื่นกลางดึกแล้วมีแรงลมสูงมาก ไม่สามารถนอนต่อได้ หรือเคยใส่สบาย แต่ตอนนี้อายุมากขึ้น สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป เช่น น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเกิน 10 กิโลกรัม หรือมีโรคประจำตัวขึ้นมาใหม่ เช่น สมองขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจกำเริบ แนะนำให้พบคลินิกที่เชี่ยวชาญและมีความชำนาญในการปรับค่าความดันเครื่อง CPAP โดยคลินิกจะทำการโหลดข้อมูลที่บันทึกในเครื่อง CPAP นำมาให้แพทย์วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ใส่เครื่อง CPAP ไม่สบาย และปรับค่าเครื่อง CPAP โดยละเอียด (fine tuning) เพื่อให้ท่านใส่เครื่อง CPAP นอนหลับได้อย่างสบายและใช้ประสิทธิภาพของเครื่องได้ดีที่สุด

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ เราคือศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ ที่พร้อมให้บริการตรวจ Sleep Test ทั้งในรูปแบบ Full sleep test (การตรวจการนอนหลับที่ศูนย์ตรวจ) และ Home sleep test (การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาเลือกใช้งานเครื่อง CPAP แบบครบวงจร ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ American Academy of Sleep Medicine ในสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิม ที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว และทำให้ความรู้สึกสบายใจ เพื่อให้คุณรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนมากกว่ามาตรวจหาโรค ให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Edit - ภาพประกอบบทความ

ซึมเศร้า อาการที่พบร่วมได้กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ซึมเศร้า อาการที่พบร่วมได้กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ความเชื่อมโยงระหว่างภาวะซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

โดย พญ.ศรัชชา เทียนสันติสุข จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน

ภาวะหยุดหายใจในขณะหลับเป็นโรคการนอนหลับที่พบได้บ่อย สามารถพบความชุกของโรคนี้ในประชากรตะวันตกร้อยละ 24 ในเพศชาย และร้อยละ 9 ในเพศหญิง สำหรับการศึกษาในประเทศไทยพบความชุกของโรคนี้ร้อยละ 15.4 ในเพศชาย และร้อยละ 6.3 ในเพศหญิง โดยโรคนี้สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ และพบมากในช่วงวัยกลางคนถึงสูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

อาการที่พบได้บ่อยในภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ ได้แก่ อาการนอนกรน อาการง่วงมากกว่าปกติในช่วงเวลากลางวัน ปวดศีรษะ ปากแห้งตอนเช้า ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ซึ่งหากคนไข้มีอาการดังกล่าว และสงสัยว่าจะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยตรวจ​การ​นอน​กรน เพื่อประเมิน และทำการรักษาต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ สามารถมีโรคร่วม และมีภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายได้หลายประการ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง ทางด้านจิตใจเองก็เช่นกัน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถพบร่วมกับภาวะซึมเศร้า โดยจากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจในขณะหลับสูงถึงร้อยละ 15-56 เมื่อเทียบกับความชุกของภาวะซึมเศร้าในประชากรทั่วไปที่ร้อยละ 6.6 และยังมีการศึกษาทางพยาธิสรีรวิทยาที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับว่าอาจเป็นผลกระทบจากการรบกวนในวงจรการนอนหลับ และการตื่น รวมถึงภาวะออกซิเจนต่ำในขณะนอนหลับ

การไม่ได้รักษาภาวะซึมเศร้า ที่เกิดร่วมกับภาวะ อย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่คุณภาพการนอนหลับที่ลดลง ความเสี่ยงต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ลดลง การดูแลรักษาแบบเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไข้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติของเรา ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP), บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แบบ Full sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) พร้อมรักษาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Sleep Test

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

ไขข้อสงสัย เกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
คืออะไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาอาการกรน

ภาวะนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สามารถบั่นทอนสุขภาพในการนอนหลับจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การเข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ที่สามารถช่วยวิเคราะห์การทำงานของร่างกายในขณะที่กำลังนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับสามารถค้นพบเหตุแห่งโรค และมองหาแนวทางในการรักษาได้อย่างทันท่วงที

โดยในบทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ จะขอพาผู้ที่ต้องการเข้ารับการตรวจการนอนกรน (Sleep Test) ทุกท่านไปพบกับ 10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ดังนี้

Sleep Test

คำถามที่พบบ่อยในการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

1. ทำไมต้องตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เป็นการตรวจวิเคราะห์ และหาความปกติเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้ทีมแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยโรคต่างที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ อาทิ โรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น รวมถึงการกระตุกของกล้ามเนื้อในบริเวณต่าง ๆ เพื่อการประเมินระดับความรุนแรงของโรค ร่วมกับการวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

2. วิธีการตรวจ Sleep Test เป็นอย่างไร
ในการตรวจ Sleep Test ทางทีมแพทย์จะทำการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรับสัญญาณตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์ และติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในขณะนอนหลับ ร่วมกับการบันทึกวิดีโอในขณะที่ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) นอนหลับเพื่อสังเกตท่าทางในการนอน และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ

3. การตรวจ Sleep Test ต้องทำที่ไหน
การตรวจ Sleep Test แบบสมบูรณ์ (Full Sleep Test ระดับที่ 1) ซึ่งเป็นการตรวจแบบที่ละเอียดที่สุด และมีเจ้าหน้าที่ตรวจเฝ้าสัญญาณการนอนตลอดทั้งคืน จะทำการตรวจทึ่ศูนย์กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ส่วนการตรวจชนิดที่มีความละเอียดรองลงไป เช่น ระดับที่ 2 หรือ 3 สามารถตรวจได้ที่บ้าน โดยในระดับที่ 2 จะมีเจ้าหน้าที่ไปติดอุปกรณ์ให้ที่บ้าน แต่ไม่ได้เฝ้าสัญญาณการนอน และในระดับที่ 3 สามารถรับเครื่องตรวจ Sleep Test จากที่ศูนย์ฯ นำไป ติดตั้งอุปกรณ์ด้วยตัวเอง

4. ในการตรวจ Sleep Test สามารถนำชุดเครื่องนอน และหมอนมาเองได้ไหม
สามารถทำได้ โดยการเตรียมชุดนอน หมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตาตัวโปรด หรือหนังสือสักเล่มมาจากที่บ้านจะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) สามารถนอนหลับได้อย่างสนิท และผ่อนคลายเหมือนกับการนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ในการตรวจ Sleep Test ที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

5. การตรวจ Sleep Test ใช้เวลานานเท่าไหร่
โดยทั่วไปแล้ว การตรวจ Sleep Test จะใช้ระยะเวลาในการติดอุปกรณ์ตรวจประมาณ 45 – 60 นาที ก่อนเวลาเข้านอน โดยหลังจากนั้นทางทีมแพทย์จะให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจการนอนหลับตามเวลาที่นอนหลับเป็นประจำ และเริ่มการตรวจวัดผลไปจนถึงเวลาประมาณ 05.30 – 6.00 น.

Sleep Test

6. การตรวจ Sleep Test จะมีการตรวจวัดผลอะไรบ้าง
การตรวจ Sleep Test จะมีการตรวจวัดผลเกี่ยวกับคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของดวงตา การเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้อง อัตราการเต้นของหัวใจ รูปแบบการหายใจเข้า-ออก ระดับออกซิเจนในเลือด ท่าทางในการนอนหลับ การเคลื่อนไหวของแขน และขา รวมถึงเสียงกรนและพฤติกรรมอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ

7. สามารถรู้ผลการตรวจ Sleep Test ได้เร็วแค่ไหน
ผู้ที่เข้ารับการตรวจ Sleep Test สามารถทราบผลตรวจเบื้องต้นได้ในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน โดยหลังจากนั้นทางทีมแพทย์จะทำการนัดหมาย เพื่อเข้ามาฟังผลการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

8. ประกันสุขภาพครอบคลุมการตรวจ Sleep Test หรือไม่
สิทธิประกันสุขภาพของแต่ละบริษัทจะมีความคุ้มครองในส่วนของค่าใช้จ่ายในการตรวจ Sleep Test ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ต้องการตรวจ Sleep Test จึงควรศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทุกครั้ง เพื่อผลประโยชน์ในการเบิกจ่ายค่าตรวจการนอนหลับที่มีความครอบคลุมมากที่สุด

9. การตรวจ Sleep Test เกี่ยวอะไรกับการรักษาภาวะนอนกรน

การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) จะช่วยให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจสามารถรับรู้ถึงระดับความรุนแรงของภาวะนอนกรน ที่มักจะเกิดขึ้นควบคู่กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และตรวจหาค่าความดันที่เหมาะสมสำหรับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยเครื่อง CPAP เพื่อให้ใช้งานเครื่อง CPAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ บริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) แบบ Full Sleep Test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) และรักษาโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน ดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ American Academy of Sleep Medicine ในสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิม ที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว และทำให้ความรู้สึกสบายใจ เพื่อให้คุณรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนมากกว่ามาตรวจหาโรค ให้คุณผ่อนคลายในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

CPAP

นวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรน และวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

นวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรน และวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

รู้จักนวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP

ปัญหาการนอนกรน ถือว่าเป็นอีกหนี่งภัยเงียบสำคัญที่หลายคนมักคาดไม่ถึงว่า การนอนกรนธรรมดา ๆ จะสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้มากกว่าที่คิด อีกทั้งยังมีอีกหลายคนที่มองว่าการนอนกรนนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย หรือในยามที่เหนื่อยล้ามาก ๆ ก็สามารถนอนกรนกันได้ทั้งนั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนอนกรนที่ว่านี้ไม่ได้สื่อถึงเพียงลักษณะอาการกรนที่เกิดขึ้นในระหว่างนอนหลับจนดังรบกวนคนอื่น ๆ เท่านั้น แต่เป็นการสื่อถึงผลที่ตามมาจากอาการนี้ด้วย นั่นก็คือการเกิด ‘ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ’ โดยการตกอยู่ในภาวะนี้ จะส่งผลให้รู้สึกไม่กระปรี้กระเป่าในตอนกลางวัน หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ และที่สำคัญกว่านั้นคือภาวะหยุดหายใจขณะหลับนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ รวมถึงมีโอกาสที่สมรรถภาพทางเพศจะลดลงด้วย อย่างไรก็ตามการนอนกรนไม่ได้ร้ายแรงเท่ากันในทุกกรณี จึงควรตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) อย่างละเอียดเสียก่อน

นอกเหนือจากเรื่องของการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเข้าสู่กระบวนการรักษาอาการกรน ซึ่งก็จะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น การลดน้ำหนัก, การผ่าตัด, การใช้เครื่อง CPAP และการใส่เครื่องมือทางทันตกรรม ซึ่งการรักษาด้วยการใช้เครื่อง CPAP นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่เห็นผลแน่นอน อีกทั้งยังได้รับการยอมรับจากทางการแพทย์ทั่วโลกด้วย หลาย ๆ คนที่มีปัญหาเรื่องนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จึงมักเลือกใช้วิธีการนี้ในการรักษาเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นการรักษาที่ได้ผลดี ได้ผลทันที ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาอื่น ๆ

บทความนี้ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ ขอร่วมเสนอทางออกด้วยการพาผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับการรักษาอาการนอนกรนผ่านการใช้เครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานเครื่อง CPAP กัน

CPAP

ชวนรู้จักนวัตกรรมในการรักษาปัญหานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP พร้อมแนะนำวิธีการใช้งาน

เครื่อง CPAP คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร?
เครื่อง CPAP คืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อัดอากาศที่มีแรงดันบวกเข้าไปยังทางเดินหายใจของมนุษย์ในระหว่างที่เรานอนหลับ ดังที่เราทราบกันว่าอาการนอนกรนนั้น เกิดจากการที่โคนลิ้น และเนื้อเยื่อบริเวณลำคอของเราหย่อนตัวจนมาปิดช่องทางเดินหายใจตอนที่เรานอนหลับสนิท ทำให้เราหายใจเข้าได้ไม่เต็มที่ ต้องออกแรงในการหายใจเข้าที่มากผิดปกติ เนื้อเยื่อบริเวณลำคอ และเพดานอ่อนจึงเกิดการกระพือ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น และหากเกิดการอุดกั้นจนช่องทางเดินหายใจปิดสนิท ก็จะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ การอัดอากาศเข้าไปของเครื่อง CPAP นี้จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องทางเดินหายใจ เพื่อขยายช่องทางเดินหายใจของเราให้เปิดกว้างขึ้น ทำให้ไม่เกิดการกรน และหยุดหายใจขณะหลับ
เครื่อง CPAP แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. CPAP แบบปรับแรงดันอัตโนมัติ (Auto CPAP) จะทำงานโดยเพิ่มอากาศที่มีแรงดันอากาศต่ำผ่านหน้ากาก CPAP เป็นค่าแรงดันพื้นฐานก่อน (เช่น 5 cm H20) และมีตัวเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับว่าร่างกายมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เครื่อง CPAP ก็จะเพิ่มแรงดันอากาศขึ้น เช่น 12 cm H20) เพื่อแก้ไขภาวะนี้ โดยเครื่องจะปรับค่าแรงดันอากาศให้โดยอัตโนมัติ โดยค่าแรงดันอากาศจากมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายขณะนั้น ๆ เครื่อง Auto CPAP จะใส่สบาย และไม่รู้สึกอัดอัดจากแรงดันอากาศที่สูง

2.CPAP แบบแรงดันคงที่ (Manual CPAP/Fixed CPAP) เครื่อง CPAP แบบนี้จะตั้งค่าแรงดันอากาศไว้ที่ค่าคงที่ เช่น 10 cm H2) (ค่าแรงดันจะได้จากการตรวจการนอนหลับ (Sleep test) ซึ่งค่าแรงดันนี้จะเป็นค่าแรงดันอากาศที่สูงพอดีที่จะสามารถเปิดทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ เครื่อง Manual CPAP จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีระดับความรุนแรงไม่มาก ใช้ค่าแรงดันอากาศในการรักษาน้อย เพราะหากใช้ค่าแรงดันอากาศมาก จะทำให้รู้สึกอึดอัด นอนไม่สบาย และข้อดีอีกประการ คือ เครื่องมีราคาย่อมเยากว่าเครื่องแบบอื่น

3.CPAP แบบแรงดัน 2 ระดับ (Bilevel PAP หรือ BiPAP) คือเครื่องที่สามารถตั้งระดับแรงดันอากาศในจังหวะหายใจเข้า และหายใจออกให้มีค่าแตกต่างกันได้ เช่น ขณะหายใจเข้าแรงดันเป็น 17 cmH2O ขณะหายใจออกแรงดันเป็น 6 cmH2O เครื่องนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง ถุงลมโป่งพอง หอบหืด หัวใจวาย หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ใครสามารถใช้งานเครื่อง CPAP ได้บ้าง?
การจะใช้เครื่อง CPAP เพื่อป้องกันอาการนอนกรนได้อย่างปลอดภัยนั้น ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยควรเริ่มต้นจากการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) เพื่อทดสอบว่ามีอาการนอนกรน และเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจริงหรือไม่ แล้วมีดัชนีการหยุดหายใจ (AHI) อยู่ที่เท่าไร หากมีดัชนีการหยุดหายใจขณะหลับ มากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์ถึงจะแนะนำให้ใช้เครื่อง CPAP เพื่อรักษา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักไม่แนะนำให้ใช้เครื่อง CPAP ในเด็ก เนื่องจากโครงสร้างใบหน้าของเด็กยังมีการเจริญเติบโตอยู่ หากใส่เครื่อง CPAP หน้ากาก และสายรัดศีรษะ อาจมีแรงกดทับที่ใบหน้า ทำให้การเจริญของกระดูก และกล้ามเนื้อผิดรูปได้

วิธีการใช้งานเครื่อง CPAP มีขั้นตอนอย่างไร?
ในส่วนของการใช้งานเครื่อง CPAP เพื่อรักษาอาการกรนนั้น ถือว่าไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยเครื่องนี้จะมีอุปกรณ์ทั้งหมด 4 ชิ้น ได้แก่ เครื่องสร้างแรงดันอากาศ (CPAP Device), หน้ากาก (CPAP Mask) และสายรัดศีรษะ (Headgear), ท่ออากาศ และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับวิธีการใช้งานก็จะเริ่มต้นจากการเสียบปลั๊กไฟเข้ากับตัวเครื่อง จากนั้นก็ทำการต่อท่ออากาศเข้ากับตัวเครื่อง และตัวหน้ากาก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้เราสวมหน้ากากเอาไว้ ทำการเปิดเครื่อง และเข้านอนได้เลย จากนั้นเครื่องจะเริ่มกระบวนการทำงานตามระบบ เพื่อดูแลเราไม่ให้นอนกรน หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับเอง โดยที่เราไม่ต้องควบคุมอะไรอีกเลย

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะมองเห็นแล้วว่า การใช้เครื่อง CPAP เพื่อเพื่อรักษาอาการกรน ก็เป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ และยังสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และพักฟื้นเป็นเวลานานด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการทดลอง และแก้ไขปัญหานอนกรนด้วยวิธีนี้ ก็สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเข้ารับการทดสอบตรวจ​การ​นอน​กรน (sleep test) กับกรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติ บริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP), บริการตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (sleep test) แบบ Full sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับ) และแบบ Home sleep test (ให้การตรวจการนอนหลับที่บ้าน) พร้อมรักษาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น โรคนอนไม่หลับ นอนละเมอ ง่วงหลับเวลากลางวัน โดยแพทย์ผู้ชำนาญการคุณวุฒิ ที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687

Happy couples relaxing in the white bedroom Of the apartment With various emotions With snacks, coffee, fruit in the morning

หายใจไม่ออกตอนนอน แค่ปัญหากวนใจหรือสัญญาณเตือนโรคภัย? รู้วิธีรับมือก่อนเสี่ยงปัญหาสุขภาพ!

หายใจไม่ออกตอนนอน คืออาการที่ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดหรือหายใจลำบากระหว่างการนอนหลับ อาการนี้อาจเกิดขึ้นชั่วคราว หรือเป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนในระยะยาว

นอนกรน

พารู้จัก แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน สำหรับคนไม่รู้ตัวว่านอนกรน!

พารู้จัก แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน สำหรับคนไม่รู้ตัวว่านอนกรน!

รู้ได้อย่างไรว่าคุณนอนกรน? แนะนำการตรวจ​การ​นอน​กรนด้วยตัวเองง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน

ปัญหาเรื่องการนอนกรน ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่เรามักจะพบเห็นกันมาโดยตลอด เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการนอนหลับ บางคนก็มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรไปมากกว่าเสียงดังรบกวนคนนอนข้าง ๆ หรือบางคนก็ไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขปัญหาส่วนนี้เลย ทว่าความจริงแล้ว ‘การนอนกรน’ นั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขให้ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ ในระยะยาว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ สมองเสื่อม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และที่น่ากังวลใจที่สุดก็คือการเกิด ‘ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ’ อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราก็ไม่สามารถตอบได้ว่าตัวเองนอนกรนหรือเปล่า หรือเกิดอะไรแปลก ๆ ตอนที่เราหลับไปบ้างหรือไม่ หากใครที่เป็นแบบนี้ และอยากหาคำตอบให้ตัวเองว่ามีความเสี่ยงเรื่องภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่

วันนี้กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน สำหรับคนไม่รู้ตัวว่านอนกรน เพื่อช่วยให้ทุกคนได้ลองเช็กตัวเองในระดับเบื้องต้นก่อนว่ามีความเสี่ยงหรือไม่

3 แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรนง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

1. SnoreLab
แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรนตัวแรกที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนลองใช้งานกันมีชื่อว่า ‘SnoreLab’ ที่จะเข้ามาช่วยตรวจการนอนกรน ผ่านการวัดระดับความดังของเสียงระหว่างนอนหลับ กล่าวคือเมื่อเรานอนหลับแอปพลิเคชันตัวนี้จะบันทึกเสียงการนอนของเราไว้ แล้วประเมินจากระดับความดังว่าเรากำลังนอนกรนอยู่หรือเปล่า จากนั้นก็จะทำการวัดผลออกมาเป็นคะแนนว่าเรานอนกรนในระดับใด พร้อมเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่คนทั่วไปสามารถนอนกรนได้ ว่าอยู่ในความเสี่ยงหรือเปล่า ไม่เพียงเท่านั้น แอปพลิเคชัน SnoreLab ตัวนี้ ยังสามารถใช้งานร่วมกับแอป Apple Health ได้ด้วย จึงช่วยวัดคุณภาพการนอนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ว่าเรานอนหลับสนิทได้นานแค่ไหน พักผ่อนเพียงพอหรือไม่ มีอัตราการเต้นของหัวใจเป็นอย่างไร เป็นต้น
สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน SnoreLab ได้ที่
IOS: https://apps.apple.com/th/app/snorelab-record-your-snoring/id529443604
Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.snorelab.app&hl=th&gl=US

2. ShutEye®: Sleep Tracker, Sound
แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรนอีกตัวหนึ่งที่ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน ก็คือ ‘ShutEye®: Sleep Tracker, Sound’ ที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้นิสัยการนอนของตัวเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง หลับได้นานแค่ไหน แถมยังมีการใส่เสียงธรรมชาติที่ช่วยขับกล่อมให้เรานอนหลับง่ายขึ้นด้วย ในส่วนของการตรวจการนอนกรน แอปพลิเคชัน ShutEye® นี้ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี เพราะมีระบบบันทึกเสียง เพื่อตรวจสอบการนอนกรนของเราเช่นกัน อีกทั้งยังครอบคลุมไปถึงเสียงการกัดฟัน เสียงหายใจทางปาก เสียงละเมอ และเสียงรบกวนต่าง ๆ ในยามค่ำคืนที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เรานอนหลับไม่สนิทโดยไม่รู้ตัวด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แอปพลิเคชัน ShutEye® ตัวนี้เป็นตัวช่วยในการตั้งเป็นนาฬิกาปลุกได้อีกต่างหาก ถ้าใครอยากได้แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรนที่ครบเครื่องเรื่องการนอนแบบนี้ เชื่อว่าการติดตั้งแอปพลิเคชันนี้ก็น่าสนใจมากทีเดียว
สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน ShutEye®: Sleep Tracker, Sound ได้ที่
IOS: https://apps.apple.com/us/app/shuteye-sleep-tracker-sound/id1490078804?mt=8
Android:https://play.google.com/store/apps/details?id=health.sleep.sounds.tracker.alarm.calm&hl=en_IE

3. Do I Snore or Grind
แอปพลิเคชันตรวจการนอนกรนอันสุดท้ายที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนลองใช้งานกันในวันนี้ ก็คือ ‘Do I Snore or Grind’ ในภาพรวมแล้ว แอปพลิเคชันนี้ก็สามารถทำงานได้อย่างดี ไม่ต่างจากสองแอปด้านบนที่เรายกตัวอย่างไว้ ทั้งในเรื่องของการตรวจจับการนอนกรน การบันทึกเวลานอน การตรวจสอบว่าเรานอนหายใจทางปากหรือไม่ แต่ที่จะโดดเด่นเป็นพิเศษ คือเรื่องตรวจจับการกัดฟัน ซึ่งผลเสียของการนอนกัดฟันแบบนี้ นอกจากจะส่งผลต่อนิสัยการนอนหลับที่ไม่ได้คุณภาพแล้ว ยังทำให้สุขภาพฟันของเราย่ำแย่ด้วย
สามารถติดตั้งแอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน Do I Snore or Grind ได้ที่
IOS: https://apps.apple.com/th/app/do-i-snore-or-grind/id1154925543?l=th
Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bruxlabsnore&hl=en_US

หากตรวจการนอนกรนแล้วพบว่าตัวเองนอนกรนจริง ๆ ควรแก้ไขปัญหานอนกรนอย่างไร?

เชื่อว่าหลังจากอ่านมาถึงตรงนี้ ต้องมีหลายคนที่นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าถ้าเราใช้แอปพลิเคชันตรวจการนอนกรนเหล่านี้แล้ว และพบว่าตัวเองนอนกรนจริง ๆ และมีความเสี่ยงเรื่องภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จะมีวิธีแก้นอนกรนอย่างไร หรือรักษาอาการกรนได้อย่างไรบ้าง หากท่านใดกำลังกังวลเรื่องนี้ เบื้องต้นแนะนำให้ลองใช้บริการศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติเสียก่อน เพื่อเข้ารับการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญ จะได้ประเมินอาการที่ถูกต้องได้ถูก พร้อมทั้งหาวิธีการรักษาอาการกรนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญการได้รับการทดสอบ sleep test จากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้เราได้ผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำกว่าแอปพลิเคชันตรวจการนอนกรนเป็นอย่างมาก

ครบกันไปแล้วสำหรับการแนะนำ 3 แอปพลิเคชันตรวจ​การ​นอน​กรน สำหรับคนไม่รู้ตัวว่านอนกรน ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หากท่านใดเลือกได้แล้วว่าอยากทดลองใช้อันไหนดี อย่าลืมตรวจสอบผลการวิเคราะห์การนอนอย่างละเอียด ส่วนท่านใดที่ได้ลองแล้ว และอยากเข้ารับการตรวจ​การ​นอน​กรน จากศูนย์ตรวจ และรักษาภาวะนอนกรน และการนอนหลับที่ผิดปกติแบบมืออาชีพ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine และเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น

กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
ศูนย์ตรวจรักษาภาวะนอนกรน และนอนไม่หลับ
เพื่อให้การนอนของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687