ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA ภัยเงียบที่อาจทำร้ายคุณ ถึงชีวิต!

“กรนเสียงดัง นอนเท่าไหร่ก็ไม่สดชื่น ตื่นมาปวดหัว และง่วงทั้งวัน” อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าสะสม แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea – OSA) โรคที่หลายคนมองข้าม ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต

ใครที่สงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเข้าข่าย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดกับแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพราะหากสามารถตรวจวินิจฉัยและรับการการรักษาได้เร็วก็จะลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาได้

ในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากอะไร ความเสี่ยง สาเหตุมีอะไรบ้าง และมีโรคอะไรที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้คุณเช็กสุขภาพการนอนตัวเองได้ง่ายขึ้น

Table of Contents

ทำความรู้จักภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) คืออะไร?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) คือ ภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณลำคอและทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการหย่อนตัวมากเกินไป ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบหรือปิดสนิทเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การหายใจหยุดชะงักไปชั่วขณะ โดยมักเกิดซ้ำ ๆ หลายสิบครั้ง หรือในบางคนอาจเกิดขึ้นเป็นร้อยครั้งตลอดคืน ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนจากการหยุดหายใจ สมองจะสั่งให้ร่างกายตื่นตัวชั่วขณะเพื่อกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยสะดุ้ง ตื่นบ่อย หรือกรนเสียงดังในช่วงเวลานั้น การหยุดหายใจสลับกับการตื่นตัวแบบนี้ตลอดคืนส่งผลให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ หลับไม่ลึก ตื่นมาไม่สดชื่น และเกิดอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีอาการอย่างไร?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มักเริ่มต้นจากอาการที่หลายคนมองข้าม เช่น การกรนเสียงดังผิดปกติ หรือรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งที่ได้นอนเต็มอิ่ม อาการของภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

อาการที่พบบ่อยของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • กรนเสียงดังต่อเนื่องทุกคืน
  • หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ระหว่างนอนหลับ
  • สะดุ้งตื่นกลางดึก หายใจไม่ออก หรือหายใจเฮือก
  • ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น มีอาการมึนหัว หรือปวดหัวตอนเช้า
  • ง่วงมากผิดปกติในช่วงกลางวัน จนเสียสมาธิในการทำงานหรือขับรถ
  • ตื่นบ่อยกลางดึก โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการหายใจไม่สะดวกเวลานอน รู้สึกเหมือนอึดอัดบริเวณหน้าอก

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายข้อ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วย Sleep test เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการดูแลอย่างถูกต้องก่อนที่โรคจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ถึงแม้ว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) จะเป็นสาเหตุหลักของอาการกรนเสียงดัง และหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ แต่ความจริงแล้วยังมีอีกหลายโรคและหลายภาวะที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ จนอาจทำให้เข้าใจผิดหรือได้รับการวินิจฉัยผิดพลาด ดังนั้นการแยกแยะโรคที่มีอาการใกล้เคียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคหรือภาวะที่มักมีอาการคล้ายภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งได้แก่

  • โรคนอนกรนธรรมดา (Primary Snoring)
    เป็นภาวะที่เกิดจากการสั่นของเนื้อเยื่อในลำคอขณะนอนหลับ ทำให้กรนเสียงดังคล้ายกับ OSA แต่ไม่พบการหยุดหายใจหรือภาวะขาดออกซิเจนร่วมด้วย และมักไม่มีอาการง่วงผิดปกติในช่วงกลางวัน
  • โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
    คนที่มีปัญหานอนไม่หลับมักหลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือหลับไม่ลึก ส่งผลให้รู้สึกง่วงและอ่อนเพลียในช่วงกลางวันคล้ายกับ OSA แต่ไม่มีปัญหาเรื่องการอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งในบางกรณีโรคนอนไม่หลับอาจเกิดจากความกังวลหรือความเครียด
  • โรคแพนิค (Panic Disorder)
    ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก อาการเหล่านี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่ความจริงแล้วมักเกิดจากความวิตกกังวลและความเครียดสะสมมากกว่า
  • โรคกรดไหลย้อน (GERD)
    อาการแสบร้อนกลางอก แน่นหน้าอก ไอเรื้อรัง หรือสำลักในตอนกลางคืนอาจรบกวนการนอนหลับ ทำให้รู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมา ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายกับผลกระทบที่เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • โรคอ้วนร่วมกับภาวะหายใจลำบาก (Obesity Hypoventilation Syndrome – OHS)
    มักเกิดในคนที่มีน้ำหนักตัวมาก ทำให้หายใจตื้นและช้าลงขณะหลับ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการง่วงและอ่อนเพลียได้คล้ายกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ภาวะง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน (Excessive Daytime Sleepiness)
    แม้อาการง่วงมากในเวลากลางวันจะเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น การทำงานกะกลางคืน การเดินทางบ่อย ความเครียดจากปัญหาส่วนตัว หรือภาวะผิดปกติทางร่างกาย เช่น ไทรอยด์ทำงานต่ำ

ด้วยความหลากหลายของโรคและภาวะที่มีอาการคล้ายคลึงกัน การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียด เช่น การตรวจ Sleep test เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของโรคแต่ละชนิดอย่างชัดเจน และวางแผนการรักษาให้ตรงจุดที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การกรนเป็นสัญญาณเริ่มต้นของทางเดินหายใจแคบ

เสียงกรนเกิดจากการสั่นของเนื้อเยื่อในลำคอ เช่น ลิ้นไก่และเพดานอ่อน เนื่องจากลมหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง หากทางเดินหายใจแคบมากขึ้นจากการกรน ก็อาจพัฒนาไปสู่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ในที่สุด

การหยุดหายใจขณะหลับมักเกิดร่วมกับการกรนเสียงดัง

ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักกรนเสียงดัง สม่ำเสมอ และเป็นประจำทุกคืน ช่วงที่ทางเดินหายใจอุดตันเต็มที่ เสียงกรนจะเงียบลง เพราะอากาศไม่สามารถผ่านได้เลย หลังจากนั้นจะมีเสียงสะดุ้งเฮือกหรือหายใจแรง ๆ เพื่อดึงอากาศเข้าอีกครั้ง

ไม่ใช่ทุกคนที่กรนจะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่คนที่เป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับส่วนใหญ่จะกรน

หากกรนเบา ๆ เป็นบางวัน เช่น วันที่เหนื่อยมาก หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาจไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้ากรนเสียงดัง กรนทุกคืน มีเสียงกรนแปรปรวน สลับเงียบ แล้วสะดุ้งหายใจแรง ๆ แบบนี้ควรไปตรวจเช็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อันตรายจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องการนอนหลับเท่านั้น  แต่ยังทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจแย่ลงอย่างเงียบ ๆ เพราะทุกครั้งที่หยุดหายใจ ร่างกายจะขาดออกซิเจนชั่วคราว ส่งผลให้ต้องสะดุ้งตื่นบ่อย ๆ ตลอดคืน นอนหลับไม่เต็มที่ และเสี่ยงเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาแบบไม่รู้ตัว อันตรายจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่ไม่ควรมองข้าม เช่น

  • เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    ร่างกายที่ขาดออกซิเจนบ่อย ๆ จะกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจล้มเหลว
  • ความดันโลหิตสูง
    ภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้ร่างกายหลั่งสารกระตุ้นความเครียดออกมามากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน
  • โรคหลอดเลือดสมอง
    การหยุดหายใจซ้ำ ๆ ทำให้สมองได้รับออกซิเจนน้อยลง เพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตได้
  • เบาหวานชนิดที่ 2
    การนอนหลับไม่เพียงพอและร่างกายขาดออกซิเจนทำให้ระบบเผาผลาญเสียสมดุล ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน
  • อุบัติเหตุจากการหลับใน
    เพราะภาวะนี้ทำให้เกิดอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ส่งผลให้สมาธิลดลง เผลอหลับง่ายระหว่างขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง
  • ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ
    การนอนไม่พอจากการหยุดหายใจขณะหลับเรื้อรังอาจทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น เพราะสมองไม่ได้พักผ่อนเต็มที่

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกรนเสียงดัง หรือความง่วงในตอนกลางวันเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงที่คาดไม่ถึง

การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ และสุขภาพโดยรวมของแต่ละคน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ลดการหยุดหายใจขณะหลับ และทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้เต็มอิ่ม ลดอาการง่วงในช่วงกลางวัน โดยวิธีการรักษาที่ใช้บ่อยมีดังนี้

  • ปรับพฤติกรรมการนอนและดูแลสุขภาพ
    วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก เช่น
    • ลดน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวมาก
    • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะก่อนนอน
    • หลีกเลี่ยงยานอนหลับหรือยากดประสาท
    • เปลี่ยนท่านอน เช่น เลี่ยงการนอนหงาย เพราะอาจทำให้ทางเดินหายใจตีบมากขึ้น
  • ใช้เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)
    เป็นเครื่องช่วยหายใจที่ปล่อยแรงดันลมคงที่ผ่านหน้ากากขณะนอนหลับ ช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งตลอดคืน ลดการหยุดหายใจ และทำให้นอนหลับสนิทมากขึ้น ถือเป็นวิธีมาตรฐานและได้ผลดีที่สุดสำหรับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA
  • ใส่เครื่องมือขยายขากรรไกร (Oral Appliance)
    เป็นอุปกรณ์ที่ใส่ในปากขณะนอนหลับ เพื่อช่วยดันขากรรไกรหรือลิ้นให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ขวางทางเดินหายใจ เหมาะกับคนที่มีอาการระดับน้อยถึงปานกลาง หรือผู้ที่ไม่สะดวกใช้ CPAP
  • การผ่าตัด
    กรณีที่สาเหตุของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมาจากความผิดปกติของโครงสร้างในลำคอ เช่น ต่อมทอนซิลโต ลิ้นไก่ยาว หรือโพรงจมูกตีบ การผ่าตัดจะช่วยแก้ไขปัญหาและเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น
  • รักษาโรคร่วมอื่น ๆ
    เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หรือโรคกรดไหลย้อน เพราะโรคเหล่านี้อาจทำให้อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับแย่ลงได้

การเลือกวิธีรักษาควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางการนอนหลับ เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด และบางกรณีอาจต้องตรวจ Sleep test เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาให้ตรงจุดมากที่สุด

หยุดหายใจขณะหลับ…ควรรีบรักษา ก่อนเสี่ยงสุขภาพพัง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นปัญหาที่มากกว่าแค่การกรน เพราะส่งผลให้หายใจติดขัดหรือต้องหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ จนทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อุบัติเหตุจากการหลับใน รวมถึงปัญหาอารมณ์และความเครียดที่ตามมา หากคุณเริ่มสังเกตว่าตัวเองง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีคนทักว่าเวลานอนกรนเสียงดังและสะดุ้งตื่นบ่อย อาจถึงเวลาที่ต้องเช็กสุขภาพการนอนหลับอย่างจริงจัง

การเข้ารับการตรวจวิเคราะห์การนอนหลับจากผู้ชำน่าญการเฉพาะทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยให้เข้าใจสาเหตุและหาวิธีแก้ไขได้ตรงจุด เพราะการนอนหลับที่ดีคือพื้นฐานของสุขภาพที่ดี  ที่ Bangkok Sleep Center ให้บริการตรวจวิเคราะห์การนอนหลับและดูแลรักษาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการนอน เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุของปัญหาและคืนสมดุลให้กับการนอนหลับอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เราจะรู้ได้ไงว่าหยุดหายใจขณะหลับ?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับสังเกตได้จากกรนเสียงดัง สลับกับการหยุดหายใจ ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น ง่วงมากระหว่างวัน พบได้มากในคนอ้วน คอหนา หรืออายุ 40 ปีขึ้นไป หากมีอาการควรตรวจ Sleep Test เพื่อวินิจฉัยและรักษา

หยุดหายใจกี่นาทีถึงจะเสียชีวิต?

โดยทั่วไป หากหยุดหายใจนานเกิน 4-6 นาที สมองจะเริ่มขาดออกซิเจนจนเกิดความเสียหายถาวร และหากเกิน 10 นาที มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตได้ 

แต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักหยุดหายใจแค่ไม่กี่วินาทีถึง 1 นาที ซึ่งไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ถ้าเป็นบ่อยและนานขึ้นก็เพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายแรง เช่น หัวใจล้มเหลวหรือเส้นเลือดสมองตีบได้ในระยะยาว

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากอะไร?

เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบหรืออุดตันขณะหลับ เพราะกล้ามเนื้อในลำคอหย่อนตัวมากเกินไป ทำให้ลิ้นและเนื้อเยื่อรอบคอปิดกั้นทางเดินหายใจ สาเหตุหลักมักมาจากน้ำหนักเกิน คอหนา โครงสร้างใบหน้าแคบ อายุที่มากขึ้น หรือการดื่มแอลกอฮอล์ และยานอนหลับที่ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวมากผิดปกติ

โรคอะไรที่เป็นอาจสาเหตุของการหยุดหายใจ?

  • โรคอ้วน – ไขมันรอบคอทำให้ทางเดินหายใจแคบ
  • ต่อมทอนซิลโต – อุดกั้นทางเดินหายใจ (พบบ่อยในเด็ก)
  • กรดไหลย้อน – กระตุ้นการบวมและระคายเคืองทางเดินหายใจ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง – กล้ามเนื้อคอทำงานน้อยลง
  • หัวใจล้มเหลว – รบกวนการควบคุมจังหวะหายใจ
  • ไทรอยด์ต่ำ – กล้ามเนื้ออ่อนแรงและทางเดินหายใจบวม
  • โรคหลอดเลือดสมอง – ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมการหายใจในสมอง

บทความอื่นๆ

สัญญาณอันตราย จากโรคนอนเกิน

สัญญาณอันตราย จากโรคนอนเกิน (Hypersomnia)

การนอนมากเกินไป บางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากร่างกายเหนื่อยสะสม และต้องการพักผ่อนเยอะๆ แบบที่หลายคนคิด เพราะอาจเป็นสัญญานเตือน โรคง่วงนอนมากผิดปกติ หรือโรคนอนเกิน (Hypersomnia)

อ่านเพิ่มเติม
เหงื่อออกขณะหลับ สัญญาณเตือน เสี่ยงโรค?

เหงื่อออกขณะหลับ สัญญาณเตือน เสี่ยงโรค?

ใครที่เคยนอนตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกร้อน ที่นอนชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทั้งที่ห้องนอนก็อุณหภูมิเย็นฉ่ำ หันไปมองคนข้างๆ ก็นอนได้ปกติไม่มีเหงื่อไหล อาการแบบนี้เรียกว่า เหงื่อออกตอนกลางคืน

อ่านเพิ่มเติม
Shopping Basket