แนะนำสาเหตุและอาการของภาวะนอนกรนในเด็ก สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ พร้อมแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
สุขลักษณะการนอนที่ดี
สุขลักษณะการนอนที่ดี
การนอนหลับที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ จะทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อน และเป็นการเตรียมการสร้างสารที่สำคัญ เช่น ฮอร์โมนและสารสื่อประสาทในวันรุ่งขึ้น จากข้อมูลพบการแพทย์ พบว่าการนอนที่น้อยไปหรือมากเกินไป จะมีอุบัติการณ์การเสียชีวิตที่เร็วขึ้น สมาคมโรคการนอนหลับมีคำแนะนำเรื่องเวลาการนอนที่เหมาะสมดังนี้
สีน้ำเงินเข้ม เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่แนะนำในแต่ละช่วงอายุ
สีฟ้า เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่มีปัญหาแต่ยังพอรับได้
สีเหลือง เป็นช่วงปริมาณการนอนหลับที่มากหรือน้อยเกินไป
หมายเหตุ
1) การนอนหลับที่ปริมาณเพียงพอ แต่ในคนที่มีภาวะนอนกรน จะทำให้การนอนหลับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าปริมาณการนอนนั้นเพียงพอ
2) ปริมาณการนอนหลับที่ดีนั้น อาจแตกต่างกันในแต่ละคน เช่น ผู้ใหญ่ที่อายุ 30 ปี ควรนอน 7-9 ชั่วโมง บางคนนอน 7 ชั่วโมง ในวันรุ่งขึ้นก็ยังสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในบางคนต้องนอน 8-9 ชั่วโมง ถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรประเมินปริมาณการนอนหลับที่เหมาะสมของตัวเองดูนะครับ
คุณภาพการนอนไม่ดี ส่งผลอะไรบ้าง
คุณภาพการนอนไม่ดี ส่งผลอะไรบ้าง
ความสำคัญของการนอนหลับ
การนอนหลับมีความสำคัญต่อร่างกาย สมอง แม้กระทั่งจิตใจ โดยเราจะสังเกตได้ว่า วันใดก็ตามที่เราอดนอน สมองจะไม่ค่อยแล่น คิดอะไรไม่ค่อยออก มักใช้เวลานานกว่าปกติในการทำอะไรก็ตาม ส่วนเรื่องอารมณ์ก็ไม่ค่อยจะปกตินัก โดยอาจมีเรื่องไม่เข้าใจกันกับคนในบ้านโดยไม่สมเหตุสมผล
หลักการทั่วไปเกี่ยวกับการนอนหลับ
การนอนหลับไม่ได้ขึ้นอยู่แค่จำนวนชั่วโมงในการนอน ความลึกของการนอนหลับกับเวลาที่เข้านอนก็มีความสำคัญ ยกตัวอย่างง่ายๆบางคนอาจเคยสังเกตว่า ถึงแม้จะนอนเป็นระยะเวลาที่เพียงพอ แต่ถ้านอนหลับๆ ตื่นๆ กลิ่งไปกลิ่งมาทั่งคืน ตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร เรามาดูรายละเอียดกันหน่อยดีกว่าเกี่ยวกับเรื่องการนอน
ระยะเวลาในการนอน (duration)
โดยทั่วไประยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมนอกจากจะขึ้นอยู่กับอายุแล้ว ยังแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปเด็กต้องการระยะเวลา
– (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน
– เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมงต่อวัน
– เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยทำงาน (26-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
– วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
คุณภาพของการนอน (quality)
ถ้าคนเรานอนหลับไม่ลึกพอ โดยส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สดชื่นเวลาตื่นขึ้นมาตอนเช้า (unrested sleep) ระบบความจำอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้จำอะไรที่เรียนรู้มาไม่ค่อยได้ดีนัก
เวลาเข้านอน-ตื่นนอน (sleep-wake time)
บางคนที่เปลี่ยนเวลาเข้านอนบ่อย เช่น นอนดึกตื่นสายช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มักจะมีปัญหาเรื่องการนอนในวันที่เริ่มทำงาน
ในช่วงต้นของสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจันทร์ เนื่องจากจะต้องปรับตัวให้ตื่นเช้าขึ้น โดยอาจส่งผลให้มีอาการง่วงนอนในช่วงเวลาทำงาน
ในตอนกลางวัน และ ถ้าในวันนั้นง่วงมากทนไม่ไหวจนต้องนอนหลับในช่วงเย็นก็อาจมีผลให้นอนไม่ค่อยหลับในคืนนั้น
อาการของการนอนหลับผิดปกติ (sleep symptoms)
นอนกรน (Snoring) ถึงแม้ว่าคนเราอาจมีแค่อาการกรนอย่างเดียวโดยไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย (primary snoring) อาการกรนเป็นอาการที่พบได้บ่อย Obstructive sleep apnea ชึ้งมีผลต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว เช่น cardiovascular problems, metabolic syndrome และอื่นๆ
หยุดหายใจในขณะนอนหลับ (Sleep Apnea)เป็นอาการที่พบในคนไข้ obstructive sleep apnea ที่สำคัญอาการนี้อาจจะสังเกตได้ยากถ้าไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น สำลักขณะนอนหลับ (waking up choking) ตื่นขึ้นมากลางดึกอย่างกะทันหันเพื่อหายใจ (waking up gasping) ควรมีคนนอนข้างๆค่อยสังเกตให้
ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อปัสสาวะ (Nocturnal Urination) โดยเชื่อว่าอาจจะเกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นหลังคนไข้ดังกล่าวหยุดหายใจ ซึ้งเป็นการตอบสนองอย่างหนึ่งในช่วงดังกล่าว (bradycardia-tachycardia) ด้วยเหตุนี้เลือดไปที่ไตเพิ่มขึ้น จึงมีผลทำให้มีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้นในขณะนอนหลับ โดยในขณะเดียวกัน obstructive sleep apnea เอง ก็ทำให้คนไข้นอนหลับไม่ค่อยลึกพอ จึงทำให้คนไข้สามารถรับรู้ถึงอาการปวดปัสสาวะ
ปวดศีรษะหลังจากเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า (Morning Headache)เนื่องจาก ขณะนอนหลับจะไม่สามารถขับถ่าย carbon dioxide ออกจากร่างกายได้อย่างเพียงพอ มีผลทำให้ เส้นเลือดเเดงในสมองขยายตัวจาก respiratory acidosis จึงทำให้มีอาการปวดศีรษะซึ้งอาการดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในช่วงเช้าๆ
ขาขยุกขยิก (Restless Legs) จะมีความรู้สึกผิดปกติที่ขา ทำให้ต้องขยับไปมาเพื่อทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลง อาการนี้มักเกิดในช่วงค่ำๆ โดยอาจพบอาการนี้ได้ในคนไข้โลหิตจาง (Iron deficiency) ในช่วงขณะตั้งครรภ์ (pregnancy) คนไข้โรคไตวาย (chronic renal failure) และโรคอื่นๆ
ง่วงนอนผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน (Excessive Daytime Sleepiness) เป็นอาการที่มีความสำคัญมากที่ต้องรีบตรวจหาสาเหตุและรับการรักษา เนื่องจากอาการนี้อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะ หรือจากการทำงาน อาการนี้โดยทั่วไปพบได้ในโรคอะไรก็ตามที่ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอหรือไม่ลึกพอ (sleepfragmentation) ซึ่งสามารถเกิดได้ในโรคต่างๆ เช่น insomnia, obstructive sleep apnea, narcolepsy และอื่นๆ
Cognitive Dysfunctions นอนไม่เพียงพอหรือมีปัญหาเรื่องการนอนหลับอาจมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมอง รวมทั้งความทรงจำทั้งในระยะสั้น และในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
การรักษาอาการและโรคการนอนหลับผิดปกติ (Treatment)
ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคการนอนหลับผิดปกติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวินิจฉัยสาเหตุของโรค และรักษาแก้ไขที่ต้นเหตุ อย่างไรก็ตามความผิดปกติ
บางอย่าง นอกจากต้องรักษาที่สาเหตุแล้ว ยังอาจต้องการรักษาที่ตัวอาการด้วย อาการดังกล่าวได้แก่ อาการนอนไม่หลับเรื้อรัง (chronic insomnia)
การรักษาความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลักการเหมือนกับการรักษาโรคอื่นๆ โดยแบ่งเป็น
– การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic therapy)
– การรักษาโดยใช้ยา (Pharmacologic therapy)
หรืออาจสามารถแบ่งเป็น
– การรักษาที่สาเหตุ (specific treatment)
– การรักษาอี่นๆ ร่วมด้วย (supportive treatment)
ในขณะที่ได้รับการรักษา สิ่งที่สำคัญพอๆกันคือความสม่ำเสมอของการรักษา (treatment compliance) และการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
(regular follow-up) ยกตัวอย่างเช่น การรักษาคนไข้ obstructive sleep apnea ด้วย positive airway pressure therapy ได้แก่ CPAP
ปัญหาที่สำคัญคือคนไข้ส่วนหนึ่งไม่ค่อยรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง (non-adherence) เนื่องจากเหตุใดก็ตาม เช่น คนไข้บางคนรู้สึกอึกอัด
ในขณะสวมหน้ากากของเครื่อง CPAP จึงไม่ใช้เครื่อง CPAP อีกต่อไป โดยไม่ทราบว่ามีวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น เปลี่ยนชนิดของหน้ากาก
ให้เหมาะสม หรือ ในบางคนการสวมหน้ากากก่อนนอนระยะหนึ่งโดยยังไม่เปิดเครื่อง CPAP สามารถช่วยให้คนไข้รู้สึกคุ้นเคยกับสภาวะดังกล่าว
ในขณะที่นอนหลับโดยเครื่อง CPAP กำลังทำงาน
ความจำเสื่อมกับการนอนกรน
กรมสุขภาพจิตเผยขณะนี้พบผู้สูงวัยไทยสมองเสื่อมกันมากถึง 8 แสนกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันนี้คนเราอายุยืนขึ้น โรคนี้จึงพบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ #การวินิจฉัยโรคนี้ให้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพื่อชะลอการดำเนินโรค และในปัจจุบันนี้มีการศึกษาถึงวิธีต่าง ๆ ในการป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังไม่ได้ผลชัดเจน
หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ฉบับออนไลน์รายงานผลการวิจัยล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ลอสเอนเจลีสหรือ UCLA พบว่า #ปัญหาการนอนกรนและหยุดหายใจระหว่างหลับนั้นมีความสัมพันธ์กับการหดตัวลงไปของสมองส่วนที่ใช้เก็บความจำ
“ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องการหายใจผิดปกติระหว่างนอนหลับนั้นอาจนำไปสู่ความเสียหายที่สมองและมีผลต่อความจำและการใช้ความคิด” หัวหน้านักวิจัย โรนัลด์ ฮาร์เปอร์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาประจำที่โรงเรียนแพทย์ เดวิด เก็ฟเฟน ของมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอกล่าว
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนกรนนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจระหว่างหลับที่ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่บ่อยระหว่างคืน และมักทำให้ #มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังในเวลากลางวัน นอกจากนี้แล้วยังทำให้ #มีปัญหาเรื่องความจำและการตั้งใจจดจ่อตามมาอีกด้วย
โดยก่อนหน้านี้มีผลการวิจัยออกมาว่าการนอนกรนนั้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเป็นหลอดเลือดสมองแตก โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติอีกด้วย
กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ ยินดีให้บริการ และพร้อมให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหานอนกรน แก้อาการนอนกรน ผู้หญิง-ผู้ชาย พร้อมบริการรักษาภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โดยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) โดยแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจาก American Board of Sleep Medicine เจ้าหน้าที่ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการนอน และใช้เทคนิคการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ที่คอยให้บริการอย่างอบอุ่น สุภาพ และเป็นกันเอง ในบรรยากาศที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบ และร่มรื่น
ศูนย์ Sleep lab ที่ให้การตรวจการนอนหลับ (sleep test) ของคุณ เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง โทรปรึกษา 064-649-1919, 02-089-8687
สังเกตอย่างไร ว่าลูกของเรานอนกรน
สังเกตอย่างไร ว่าลูกของเรานอนกรน
และมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่
ภาวะการนอนกรนเป็นการหายใจเสียงดัง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะหลับ พบได้ในทุกเพศทุกวัย จากการศึกษาพบว่าเด็กประมาณ 3-12 เปอร์เซ็นต์นอนกรน การนอนกรนพบบ่อยเป็นพิเศษในช่วงอายุก่อนวัยเรียน (Preschool) หรือช่วงระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากขนาดของต่อมอดีนอยด์ และทอนซิล ที่มักโตเมื่อเทียบกับขนาดของทางเดินหายใจเด็ก
อาการที่เห็นอาจพบได้ในขณะหลับ
มีอาการหายใจติดขัด
หายใจลำบาก หรือหยุดหายใจเป็นพัก ๆ
นอนกระสับ กระส่าย
เหงื่อออกมากเวลานอน
ตื่นนอนกลางดึกบ่อย ๆปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน
อ้าปากหายใจ
————————————————————–
และผลกระทบที่อาจพบได้ จากการสังเกตของคุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตได้หากมีอาการเหล่านี้
มีปัญหาด้านการเรียน, เรียนได้ไม่ดี
มีปัญหาทางพฤติกรรม, สมาธิสั้น, อยู่นิ่งเฉยไม่ได้
ระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
ง่วงเหงาหาวนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
มีความดันโลหิตสูง
————————————————————-
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคจากการนอนหลับ
คลีนิคเวชกรรมเฉพาะทาง กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
โทร 02-089-8687
☎️ 064-649-1919
อาการปวดหัวหลังตื่นนอน เป็นๆหายๆ ที่มองข้ามไม่ได้
อาการปวดหัวนั้นสามารถแยกประเภทได้ หลักๆด้วยกัน
แบบปฐมภูมิ เป็นอาการปวดที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเช่น ปวดจากไมเกรน ปวดจากความเครียด
แบบทุติยภูมิ เป็นอาการปวดที่เกิดมาจากโรค หรือความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณคอและศีรษะ เช่น ปวดจากไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะจากเนื้องอก
ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึง อาการปวดหัวทุกเช้า หรือที่เรียกว่า Early morning headache ซึ่งอาการ เราจะรู้สึกปวดหัวตุบๆทุกเช้าหลังตื่นนอน บางคนอาจจะรู้สึกหนักหัวเหมือนลุกไม่ไหว ซึ่งสาเหตุของอาการ อาจจะพูดถึงอย่างกว้างๆ คือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ วิธีการรักษา ทางที่ดีที่สุดควรสังเกตอาการของตัวเองให้แน่ชัด และจำอาการไปบอกแพทย์เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุดมากขึ้น และการทานยาแก้ปวดก็เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เพราะหากเกิดจากการที่สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอขณะหลับนั้น หากปล่อยเอาไว้นานๆจะส่งผลกระทบกับอวัยวะสำคัญๆของร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นสมอง และหัวใจ ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์สามารถตรวจหาสาเหตุของปัญหาการนอนหลับได้อย่างแม่นยำ ทางการแพทย์เรียกการตรวจนี้ว่า Sleep Test ซึ่งการตรวจนี้ จะสามารถบอกได้ว่า มีการหยุดหายใจ และทำให้สมองขาดออกซิเจนขณะหลับหรือไม่ และการตรวจนี้สามารถรู้ผลได้ทันทีหลังการตรวจ
การตื่นนอนในตอนเช้าที่สดชื่นนั้น จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้นไป หากเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาการปวดหัวแล้ว ย่อมส่งผลถึงสัมพันธภาพกับผู้อื่น และที่สำคัญ คือสุขภาพของท่านเอง
“ให้การนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่แท้จริง”
อาการเตือนที่เกิดขึ้นทุกๆวัน ของภาวะสมองเสื่อมที่ต้องรู้สาเหตุ
อันดับแรกเราต้องแยกให้ออก ระหว่างอาการ หลงลืมทั่วไป กับ ภาวะสมองเสื่อม
ก่อนอื่นมาดูหลักการทำงานของสมองในการจดจำ โดยทั่วไป สมองจะมีการบันทึกความจำ จากนั้นข้อมูลที่เราต้องการใช้งานนั้นจะมีการถูกเรียกออกมาใช้ แต่ในบางกรณี เช่น เวลาที่เราจะเดินไปหยิบอะไรนั้น เกิดลืมว่าจะมาหยิบอะไร เราเรียกอาการนี้ว่า หลงลืม เนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกความจำตั้งแต่แรก เพราะจิตใจไม่ได้จดจ่ออยู่ตรงนั้น หรืออาจทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
ส่วนกรณี เช่น เราแขวนกุญแจไว้ที่ผนังบ้าน แต่เมื่อถึงเวลาจะใช้ เรากลับไปหาในกระเป๋าถือ แต่ถ้าโดยปกติเราเก็บไว้ในกระเป๋าเป็นประจำ แต่วันนี้ไปแขวนไว้ที่ผนัง จึงทำให้เราหลงลืมได้ กรณีนี้ถือว่าปกติ
แต่หากโดยปกติเราแขวนไว้ที่ผนังเป็นที่ประจำ แต่พอเราจะใช้ เรากลับไปหาในกระเป๋า นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า เริ่มมี ภาวะสมองเสื่อม หรืออีกกรณีที่เห็นได้ชัด เช่น เราให้นาฬิกาเพื่อนไปใช้ พอผ่านไปสักพัก มาเจอกันอีกครั้ง เห็นเพื่อนใส่นาฬิกาเราอยู่ แล้วเราลืมเหตุการณ์ที่เราให้เพื่อนไปเมื่อไหร่ ทำไมเพื่อนใส่นาฬิกาเราอยู่ เหตุการณ์เช่นนี้เราอาจไม่รู้ตัว อาจจะมีเพื่อน หรือคนในครอบครัวบอกถึงความผิดปกตินี้ ซึ่งจำเป็นต้องไปตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อให้การรักษาก่อนที่จะเพิ่มภาวะนี้ไปอยู่ในระดับที่รุนแรง
ซึ่งสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมนั้นมีหลายสาเหตุ เช่น สมองขาดออกซิเจน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ความดันต่ำ หรือเกิดจากพยาธิสภาพโครงสร้างภายในสมอง เรามาดูสัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อมกันค่ะ
10 Check List ที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อม
1. สูญเสียความจำระยะสั้น จนกระทบกับกิจวัตรประจำวัน
2. ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำประจำได้
3. มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น นึกคำไม่ออก เรียบเรียงเรื่องราวไม่ได้
4. สับสนเวลา สถานที่
5. ดุลยพินิจบกพร่อง
6. สติปัญญาด้อยลง ปฏิเสธที่จะทำหรือคิดเรื่องซับซ้อน
7. วางของผิดที่ผิดทาง
8. อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว
9. บุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดทั้งๆที่ไม่เคยใส่ หรือ ใส่เสื้อผ้าหน้าหนาว ในช่วงฤดูร้อน เป็นต้น
10. ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนเฉื่อยๆไม่กระตือรือร้น นั่งเหม่อโดยไม่ทำอะไร
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ผู้ที่จะสามารถให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและแพทย์ได้นั้น คือ ญาติ หรือคนที่ดูแลใกล้ชิด ที่สามารถเห็นถึงสัญญาณเตือนนี้ได้










