ลูกนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ | Bangkok Sleep Center

ลูกนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

ลูกนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

     ภาวะนอนกรนในเด็กมักพบในลูกน้อยที่มีต่อมอดินอย์และทอลซิลบริเวณช่องคอที่ขยายตัวขึ้น เมื่อลูกนอนหลับ กล้ามเนื้อบริเวณช่องคอจะคลายตัวลง เป็นผลให้ช่องทางเดินอากาศบริเวณช่องปากด้านหลังตีบแคบลงเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

    ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักคิดว่าการนอนกรนไม่เป็นโรค แต่ความเป็นจริงแล้วเด็กที่นอนกรนอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยได้ ทำให้สมองขาดออกซิเจนขณะหลับ ทำให้สมองโดนปลุกให้ตื่นซ้ำๆตลอดทั้งคืน ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตในช่วงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานในการต่อยอดของชีวิตได้ ภาวะนอนกรนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 

1) ภาวะนอนกรนที่ไม่มีภาวะหยุดหายใจ เด็กอาจจะหายใจมีเสียงดัง หายใจทางปาก แต่ไม่หยุดหายใจขณะหลับ 

2) การนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจ จะทำให้สมองขาดออกซิเจน ผลที่ตามมาคือ การเจริญเติบโตไม่ดีตัวเตี้ย ติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลบ่อยๆ ความดันโลหิตในปอดสูงและทำให้หัวใจวาย ความสามารถในการเรียนความจำและความคิดที่ซับซ้อนแย่ลง ในรายที่ภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ทำให้หัวใจทำงานหนัก และอาจทำให้หัวใจวายเสียชีวิตได้

     เด็กมักมีอาการนอนกรน อ้าปากหายใจ หายใจมีเสียงดัง กรน หยุดหายใจเป็นช่วงๆ พยายามสูดหายใจและสะดุ้งตื่น อาการอื่นๆ ที่สามารถร่วมด้วยตอนกลางคืน ได้แก่ เหงื่อออก ปัสสาวะตอนนอน บางรายปัสสาวะราด เด็กที่เป็นจะมีลักษณะ ตื่นนอนไม่สดชื่น ตื่นยาก ดูอ่อนเพลีย ง่วงนอนระหว่างวัน ในบางรายอาจมีสมาธิสั้น และผลการเรียนแย่ลง ในรายที่ทอนซิลโตมากๆ สามารถทำให้เด็กไม่อยากกินอาหารที่เป็นชิ้นๆ เช่น เนื้อสัตว์

การดูแลรักษาเบื้องต้น

  1. ลดน้ำหนักในรายที่มีน้ำหนักตัวมาก
  2. หลีกเลี่ยงการนอนหงาย
  3. เลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน
  4. มีสุขลักษณะการนอนที่ดี 

การรักษาทางการแพทย์

  1. การหาสาเหตุและการรักษาด้วยยา เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดขนาดต่อมอดินอย์และทอลซิล หากรักษาตั้งแต่เริ่มแรก สามารถลดโอกาศในการผ่าตัดได้
  2. ผ่าตัดต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ในกรณีที่มีต่อมโต
  3. การใช้อุปกรณ์ในช่องปากดัดโครงสร้างหน้า

สุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับ 10 ประการสำหรับเด็ก (Sleep Hygiene) 

1)  เข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรเกิน 3 ทุ่ม

2)  ทำกิจวัตรในแต่ละวันให้ตรงเวลา เช่น ทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา ควรทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง คือ 6 โมงเย็น

3)  นอนกลางวันในเด็กอายุ < 6 ปี

4)  ออกกำลังกายกลางแจ้ง

5)  พยายามรับแสงเยอะๆ ตอนเช้าและตอนกลางวัน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน

6)  ใส่ชุดสบายๆ ส่วนห้องนอนควรมืด เย็น และเงียบ

7)  ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ

8)  ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน

9)  นอนตามจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมกับอายุ

10)  พยายามเข้านอนด้วยตนเอง อย่าลืมฝึกเข้านอนด้วยตนเองทุกวัน

บทความอื่นๆ

ลูกนอนอ้าปาก หายใจแรง เป็นเรื่องที่เดี๋ยวโตก็หายหรือเปล่านะ ?

เรื่องสภาวการณ์นอนกรนในเด็ก หลายๆครอบครัวอาจมองข้ามเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ โตเดี๋ยวก็หาย ซึ่งทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญา ของลูกน้อย

อ่านเพิ่มเติม

การเลือกหมอน สำหรับคนนอนกรน

มีใครที่ใช้หมอนใบเดิมตั้งแต่เด็กกันๆหรือเปล่าคะ ? อาจจะมีแต่คงน้อยแน่ๆใช่หรือไม่คะ เพราะร่างกายและสรีระของเราที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้หมอนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมด้วย 

อ่านเพิ่มเติม
Shopping Basket