เด็กนอนกรน

ลูกนอนกรน หากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจกระทบพัฒนาการสำคัญ

ผู้ปกครองอาจคิดว่า ลูกนอนกรนเป็นเรื่องธรรมชาติ ใคร ๆ ก็มักจะนอนกรน แต่ที่จริงแล้ว เด็กนอนกรนอาจเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) หรือภาวะ OSA ส่งผลทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และยังกระทบกับช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการในเด็กอีกด้วย

เราจะมาแนะนำวิธีป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แนวทางสังเกตอาการของเด็กนอนกรน แบบไหนที่เสี่ยง รวมถึงหลักการรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็ก

เด็กนอนกรน เกิดจากอะไร?

สาเหตุ เด็กนอนกรน

เด็กนอนกรน เกิดจากทางเดินหายใจส่วนต้นมีการตีบแคบหรือถูกอุดกั้นขณะนอนหลับ ทำให้เด็กมีอาการกรนหรือหยุดหายใจ มักมีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต โรคอ้วนในเด็ก จมูกอักเสบเรื้อรังเพราะภูมิแพ้ หรือโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ 

ภาวะนอนกรนในเด็ก มี 2 ประเภท

  1. เด็กนอนกรน แต่ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Primary snoring): เป็นการนอนกรนที่ก่อให้เกิดเสียงดังเพียงอย่างเดียว ไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่พบภาวะพร่องออกซิเจน และไม่พบการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เพราะทำให้เด็กนอนหลับได้ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร
  2. เด็กนอนกรน และมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea: OSA): เป็นการนอนกรนที่เกิดร่วมกับการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้อากาศผ่านเข้าจมูกและปากได้ไม่สะดวก และในบางช่วงอากาศไม่สามารถผ่านได้เลย เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดตามมา ถือเป็นประเภทที่มีอันตรายต่อสุขภาพของเด็กอย่างมาก

ลูกนอนกรน หากเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายกว่าที่คิด

จากสถิติปี 2016 พบว่าเด็กทั่วโลกอายุระหว่าง 2-8 ปี มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับประมาณ 1-5% แต่ในประเทศไทย พบเด็กนอนกรนเป็นประจำ 6-8% เลยทีเดียว ยิ่งถ้าเกิดร่วมกับภาวะ OSA จะพบมากประมาณ 0.7-1.3% แปลว่า อาการนอนกรน เป็นปัญหาที่พบในเด็กได้บ่อยมากกว่าที่คิด 

เด็กนอนกรน มีผลต่อไอคิว

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ทำให้ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในร่างกาย สมองจึงถูกปลุกให้ตื่นจากหลับลึกมาเป็นหลับตื้น เพื่อให้หายใจได้อีกครั้ง ซึ่งอาจเกิดซ้ำๆ ตลอดทั้งคืน จนทำให้มีคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลง

ภาวะนี้จะทำให้สมองและร่างกายไม่ได้พักผ่อน และการหลั่งฮอร์โมนต่างๆจะผิดเพี้ยนไป เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว 

มีการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ OSA โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรคอ้วนร่วมด้วย พบว่ามีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง เนื่องจากการนอนที่ไม่ปกติ ทำให้ไม่มีสมาธิ ส่งผลต่ออารมณ์ มีอารมณ์หงุดหงิด และพบพฤติกรรมที่รุนแรงในเด็ก มีผลการเรียนแย่ลง มีความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กปกติ และหากได้รับการรักษาภาวะดังกล่าว พบว่าผู้ป่วยเด็กกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรือกลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้น หากลูกนอนกรนแล้วมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผู้ปกครองควรพิจารณาพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด

ลูกนอนกรน มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง?

การเกิด OSA ในเด็กอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกายวิภาค ของทางเดินหายใจส่วนต้น ตลอดจนถึงระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมทางเดินหายใจส่วนต้น

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้เด็กนอนกรนหรือมีภาวะ OSA คือ ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต รองลงมาคือโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งจะแตกต่างจาก OSA ในผู้ใหญ่ที่มักจะสัมพันธ์กับภาวะอ้วน อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวขึ้นในเด็ก 

สาเหตุ หยุดหายใจขณะนอนหลับ

1. ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต

ภาวะนอนกรนและ OSA ในเด็กมักพบในลูกน้อยที่มีต่อมอะดินอยด์และทอนซิลที่ขยายตัวขึ้น เมื่อลูกนอนหลับ กล้ามเนื้อบริเวณช่องคอจะคลายตัวลง เป็นผลให้ช่องทางเดินอากาศบริเวณช่องปากด้านหลังตีบแคบลงเกิดเป็นเสียงกรน หรือทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจของลูกน้อยได้

ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต มีสาเหตุที่พบมากที่สุด มาจากภาวะจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ นอกจากนั้น อาจมาจากพันธุกรรม การติดเชื้อ หรือการอักเสบอื่น ๆ อย่างไรก็ดี มีกรณีที่พบว่าเด็กมีต่อมทอนซิลขนาดปกติ แต่ก็ยังมีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจระหว่างการนอนหลับได้ด้วยเช่นกัน

2. โรคอ้วนในเด็ก (Obesity)

โรคอ้วนในเด็ก ทำให้มีไขมันเข้าไปสะสมบริเวณกล้ามเนื้อของช่องทางเดินหายใจ และทำให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบลง ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เด็กนอนกรนหรือเกิดภาวะ OSA

* โรคอ้วน (Obesity) ได้รับการนิยามให้เป็น “โรค” โดยองค์การอนามัยโลกหรือ WHO เนื่องจากเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์ และยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้อีกมากมาย ซึ่งภาวะนอนกรนและ OSA ก็ถือว่าเป็น 1 ในของแถม ที่มักเกิดขึ้นกับคนที่เป็นโรคอ้วน โดยเฉพาะเด็ก ๆ

3. ปัจจัยอื่น ๆ

  1. พบประวัติว่าสมาชิกในครอบครัว มีภาวะ OSA
  2. ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือความผิดปกติของสมองอื่น ๆ
  3. โรคกล้ามเนื้อเสื่อม หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้ออื่น ๆ
  4. โรคทางระบบประสาท หรือไขสันหลัง
  5. ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะ หรือโครงสร้างใบหน้า เช่น คางสั้น
  6. ปัญหาทางด้านทันตกรรม และปัญหาการจัดฟัน (Orthodontic Problems) บางชนิด เช่น สบฟันคร่อม (Crossbite)
  7. ภาวะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)
  8. มีประวัติตอนแรกเกิด ว่าน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
  9. มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
  10. กลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี่ (Prader-Willi Syndrome หรือ PWS)
  11. ภาวะแคระแกร็นจากความผิดปกติของกระดูก (Achondroplasia)
  12. โรคทางพันธุกรรม ที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญ เช่น กลุ่มอาการฮันเตอร์ (Hunter Syndrome) 

ผลกระทบเมื่อเด็กนอนกรนร่วมกับภาวะ OSA มีอะไรบ้าง?

หากเด็กนอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จะมีผลกระทบดังนี้ 

ผลกระทบจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ผลกระทบในระยะสั้น

ผลกระทบในระยะยาว

ด้านสุขภาพกาย

– ง่วงนอนระหว่างวัน
(เป็นบางราย)

– เจ็บคอบ่อย ๆ ติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลบ่อย ๆ



– การเจริญเติบโตไม่ดี

– ตัวเตี้ย

– ความดันโลหิตในปอดสูง จากการขาดออกซิเจนเรื้อรังขณะหลับ หัวใจทำงานหนักอาจทำให้หัวใจวาย

– อาจทำให้เด็กเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน

ด้านสุขภาพจิต

และพฤติกรรม

– ไม่อยากตื่นนอน

– รู้สึกไม่สดชื่น

– สมาธิสั้น อยู่ไม่สุขหรืออยู่ไม่นิ่ง

– ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซน ก้าวร้าว

– ความสามารถในการเรียนแย่ลง (IQ ต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกัน)

– ความจำและความคิดที่ซับซ้อนแย่ลง

– ปัญหาด้านพัฒนาการ

ผลกระทบจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับของเด็กและของผู้ใหญ่อาจแตกต่างกันอยู่บ้าง ในขณะที่ผู้ใหญ่มักมีอาการง่วงนอนในตอนกลางวัน แต่เด็กมักจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมมากกว่า 

วิธีสังเกตอาการ ลูกนอนกรนแบบไหน อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แบบทดสอบ เด็กนอนกรน

ช่วงกลางคืน สังเกตอะไรบ้าง? 

ผู้ปกครองอาจดูได้จากอาการอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ เด็กมีอาการนอนกรนบ่อยครั้ง หยุดหายใจ พยายามสูดหายใจ หายใจเหนื่อยหอบ หน้าอกบุ๋ม คอบุ๋ม ท้องโป่ง และมีอาการสะดุ้งตื่น ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ในช่วงกลางคืน เช่น เหงื่อออก ตื่นมาปัสสาวะตอนนอน บางรายปัสสาวะราด

ช่วงเช้า สังเกตอะไรบ้าง?

เนื่องจากภาวะ OSA อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าลูกของคุณไม่ได้นอนกรน จึงมีข้อแนะนำเพิ่มเติมให้สังเกตพฤติกรรมลูกน้อยของคุณในช่วงเช้าด้วย หากลูกของคุณตื่นนอนตอนเช้าด้วยความรู้สึกไม่สดชื่นหรือเหนื่อยล้าเป็นประจำ อาจมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ให้พามาตรวจได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องดูว่าลูกนอนกรนหรือไม่?

ระหว่างวัน สังเกตอะไรบ้าง?

เด็กที่มีภาวะ OSA มักแสดงออกมาในแง่ของอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น งอแงไม่อยากตื่นนอน (ต้องพยายามปลุกอยู่หลายครั้ง) มีภาวะอยู่ไม่สุข จดจ่อสิ่งใดไม่ได้นาน ความจำแย่ลง หรือผลการเรียนแย่ลง เป็นต้น ดังนั้น หากสังเกตว่าพฤติกรรมของเด็กผิดไปจากปกติ ก็ควรพามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจได้เช่นกัน

แบบสอบถามเพื่อประเมินความรุนแรงภาวะ OSA ในเด็ก

จากแนวทางการสังเกตข้างต้น ผู้ปกครองสามารถประเมินความเสี่ยง OSA ในเด็กได้ จากแบบทดสอบนี้

วิธีการให้คะแนน: ระดับคะแนนที่ประเมิน จะเป็นความถี่ของอาการ/ภาวะที่เกิดขึ้นกับเด็ก ได้แก่

1 – ไม่เกิดขึ้นเลย, 2 = แทบไม่เกิดขึ้น, 3 = เกิดขึ้นน้อยมาก, 4 = เกิดขึ้นบ้างบางครั้ง,

5 – เกิดขึ้นบ่อยพอควร, 6 = เกิดขึ้นบ่อยมาก, 7 = ตลอดเวลา

ประเมินให้ใกล้เคียงกับความบ่อยของอาการหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกของท่าน ตามตารางด้านล่างนี้ แล้วรวมคะแนนที่ได้ทั้งหมดที่ได้ ยิ่งมีค่าสูง ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของเด็กที่สัมพันธ์กันกับระดับความรุนแรงของภาวะ OSA ในเด็ก

อาการของลูกขณะนอนหลับในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…นอนกรนเสียงดัง ?

1

2

3

4

5

6

7

…มีหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

..สำลักหรือสะดุ้งเฮือกขณะหลับ ?

1

2

3

4

5

6

7

…นอนกระสับกระส่ายหรือสะดุ้งตื่นบ่อยๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

อาการทางร่างกายของลูกขณะตื่นในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…หายใจทางปากเพราะหายใจทางจมูกไม่สะดวก ?

1

2

3

4

5

6

7

…เป็นหวัดหรือเป็นโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นบ่อยๆ ?

1

2

3

4

5

6

7

…น้ำมูกไหล ?

1

2

3

4

5

6

7

…กลืนอาหารลำบาก ?

1

2

3

4

5

6

7

อาการทางอารมณ์และจิตใจของลูกในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…อารมณ์แปรปรวน หรือ กรีดร้องเวลาไม่ได้ดั่งใจ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ก้าวร้าว หรือ ซุกซนมากผิดปกติ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ควบคุมยากเอาแต่ใจ ?

1

2

3

4

5

6

7

พฤติกรรมของลูกขณะตื่นในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ลูกของท่านเกิดอาการเหล่านี้บ่อยแค่ไหน ?

คะแนน

…ผล็อยหลับเวลากลางวัน ?

1

2

3

4

5

6

7

…ขาดสมาธิหรือสมาธิสั้น ?

1

2

3

4

5

6

7

…ปลุกตื่นยากในตอนเช้า ?

1

2

3

4

5

6

7

ความห่วงใยของท่านต่อตัวลูกในระหว่าง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่านมีปัญหาต่อไปนี้บ่อยแค่ไหน 

คะแนน

…รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพทั่วไปของลูก ?

1

2

3

4

5

6

7

…รู้สึกเป็นห่วงกับลูกจะหายใจได้ไม่เพียงพอหรือขาดอากาศหายใจ?

1

2

3

4

5

6

7

…ความกังวลที่เกิดขึ้นนั้นรบกวนจนทำให้ท่านไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ ?

1

2

3

4

5

6

7

…ท่านรู้สึกหงุดหงิดกับปัญหาที่เกิดขึ้น ?

1

2

3

4

5

6

7

แบบสอบถามเพื่อวัดคุณภาพชีวิต เพื่อประเมินภาวะการหายใจผิดปกติขณะหลับ

หมายเหตุ แบบสอบถามนี้ใช้ประโยชน์ในการประเมินคุณภาพชีวิต ติดตามอาการของผู้ป่วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง และช่วยประเมินความรุนแรงของภาวะ OSA ในเด็ก แต่ไม่ใช่แบบทดสอบเพื่อการวินิจฉัยภาวะ OSA 

แนวทางป้องกัน ลูกนอนกรนหรือมีภาวะ OSA

แนวทางการป้องกัน และแนวทางการรักษาเบื้องต้นโดยการปรับพฤติกรรมของเด็ก จะมีลักษณะคล้ายกัน  เพราะมีจุดประสงค์เพื่อลดสาเหตุที่ทำให้เด็กนอนกรน หรือเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ระวังอย่าให้ลูกของคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์

สำหรับเด็กที่ยังมีน้ำหนักตัวไม่มากหรือเกินเกณฑ์มาเล็กน้อย ผู้ปกครองควรวางแผนปรับนิสัยการใช้ชีวิตประจำวันของลูกน้อยดังนี้

  1. ให้เด็กกินอาหารให้ครบ 5 หมูและได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับวัย
  2. สำหรับเด็กที่เริ่มมีภาวะอ้วน ให้คุมอาหาร อาจขอคำแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการที่เชี่ยวชาญด้านการคุมอาหารสำหรับเด็ก
  3. แนะนำกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ หรือพาเด็กออกกำลังกาย เพื่อให้เขาได้ใช้พลังงานในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กกลับมามีน้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์ปกติอีกครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการตีบตันของช่องคอที่มาจากการสะสมของไขมันได้

ลดความเสี่ยงโอกาสเกิดภูมิแพ้

ผู้ปกครองควรดูแลรักษาความสะอาดของห้องนอนและเครื่องนอนของเด็ก หรือหากเด็กโตหน่อย อาจฝึกฝนให้เขารับผิดชอบการดูแลข้าวของเครื่องใช้ของตน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และของใช้ในห้องนอน อาจกำหนดช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนหรือนำไปซักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดอาการแพ้ และป้องกันเชื้อโรคที่มีกับฝุ่น

เสริมสร้างสุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับ 10 ประการสำหรับเด็ก (Sleep Hygiene) 

ผู้ปกครอง ควรกระตุ้นสุขนิสัยที่ดีในการเข้านอนของลูกน้อยให้เป็นนิสัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับของเด็กและถือเป็นบันไดขั้นแรกในการจัดการปัญหาการนอนหลับของเด็กอีกด้วย โดยหลักปฏิบัติที่สำคัญ มีดังนี้

  1. เข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรเกิน 3 ทุ่ม
  2. ทำกิจวัตรในแต่ละวันให้ตรงเวลา เช่น ทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา ควรทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง คือ 6 โมงเย็น
  3. สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ควรให้นอนกลางวันด้วย
  4. ให้ออกกำลังกายกลางแจ้ง
  5. พยายามรับแสงเยอะ ๆ ตอนเช้าและตอนกลางวัน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน เนื่องจาก “แสงอาทิตย์หรือแสงไฟ” จะมีผลต่อวงจรของระบบการทำงานในร่างกาย โดยเฉพาะความรู้สึกง่วงและการนอนหลับ
  6. ให้เด็กใส่ชุดสบาย ๆ เวลาเข้านอน และห้องนอนควรมืด เย็น และเงียบ
  7. ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ
  8. ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน เนื่องจากเนื้อหาต่าง ๆ ในอุปกรณ์ รวมถึงแสงสีฟ้า อาจกระตุ้นให้เด็กตื่นเต้นจนไม่รู้สึกง่วง
  9. นอนตามจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมกับอายุ
  10. พยายามฝึกเข้านอนด้วยตนเองจนติดเป็นนิสัยและทำให้ได้ทุกวัน 

การวินิจฉัยของแพทย์ เมื่อเด็กนอนกรนหรือมีภาวะ OSA

เบื้องต้นแพทย์จะประเมินความรุนแรงอาการ โดยดูจากประวัติของเด็กและคนในครอบครัว และตรวจดูบริเวณศีรษะ ใบหน้า หู คอ จมูก และช่องปาก ปอด และหัวใจ หรือระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาสั่งตรวจ X-ray บริเวณศีรษะเพื่อดูโครงสร้างของกะโหลกศีรษะ ความกว้างของทางเดินหายใจ และดูขนาดของต่อมอะดีนอยด์ว่ามีการโตหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจการนอนหลับ (sleep test) ด้วยแล้ว จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระหว่างนอนหลับของเด็ก มีความแม่นยำและละเอียดมากขึ้น

การตรวจการนอนหลับ (sleep test) เมื่อเด็กนอนกรน

หากพบว่าเด็กนอนกรน ควรได้รับการตรวจการนอนหลับ (sleep test) เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างที่เด็กนอนหลับ โดยใช้เครื่องมือแพทย์ที่สามารถวัดค่าต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด เช่น ระดับออกซิเจนในเลือด การหายใจ คุณภาพการนอนหลับ และอื่น ๆ ผู้ปกครองสามารถเลือกทำ sleep test ได้ทั้งที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับหรือแม้แต่ที่บ้าน ตามความสะดวกและความเหมาะสม

ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ เรามีบริการ ตรวจวินิจฉัยการนอนหลับแบบ Full sleep test ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย ดูรายละเอียดบริการของเราได้ที่นี่ https://www.bkksleepcenter.com/BSC-services 

การตรวจการนอนหลับสามารถทำได้ในทุกเพศทุกวัยหรือไม่?

การตรวจการนอนหลับสามารถส่งตรวจได้ในทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดอายุ อย่างไรก็ตามการตรวจผู้ป่วยเด็กทารกจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่มีขนาดเล็กสำหรับทารก มีเจ้าหน้าที่และแพทย์ที่ชำนาญในการแปลผลการตรวจของเด็กเล็ก ซึ่งสามารถทำได้ในห้องตรวจบางแห่งเท่านั้น

ผู้ปกครองควรศึกษาข้อมูลโดยละเอียดก่อนตัดสินใจ สามารถอ่านข้อมูลการตรวจ sleep test ได้ที่นี่ https://www.bkksleepcenter.com/Sleep-test 

การรักษาลูกนอนกรนและภาวะ OSA

การพิจารณาการรักษาภาวะ OSA ในเด็กนั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของโรค ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็ก เพื่อทำการรักษาได้อย่างตรงจุด

  1. การผ่าตัดเอาต่อมทอนซินและต่อมอดีนอยด์ออก เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง ในโดยเฉพาะกรณีที่เด็กที่มีภาวะ OSA ที่มาจากสาเหตุของต่อมทอนซิลและเหนือต่อมอะดีนอยด์โต
  2. การรักษาด้วยยา เช่น ยารักษาอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือยาแก้อักเสบเพื่อรักษาต่อมทอนซิล หรือการให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือ ซึ่งอาจช่วยลดอาการของ OSA ได้ชั่วคราว ใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีความรุนแรงของภาวะ OSA น้อย ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิน หรือต่อมอะดีนอยด์ได้
  3. เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) เป็นการรักษาที่ได้ผลดีในเด็กโต ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัด ใช้รักษาในเด็กที่ไม่ต้องการผ่าตัด เด็กที่มีภาวะอ้วน เป็นโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หรือเด็กที่ได้รับการผ่าตัดแล้วยังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับอยู่  ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะ OSA ในเด็ก
  4. การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การให้ออกซิเจนขณะหลับ การรักษาด้วยอุปกรณ์ทันตกรรม หรือรักษาด้วยวิธีการขยายขากรรไกรและเพดานปากให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ อาจมีข้อจำกัดในการรักษาผู้ป่วยเด็กเฉพาะราย และบางการรักษาในผู้ป่วยเด็กยังมีจำกัด ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจิฉัยและพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสม

ลูกนอนกรน อยากรักษา หาหมอที่ไหนดี?

หากไม่แน่ใจว่าลูกนอนกรนแล้วมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ หรือไม่? ควรพาลูกไปตรวจการนอนหลับอย่างละเอียด โดยเลือกสถานที่ที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับในเด็กโดยเฉพาะ มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐาน

นอกจากนี้ ควรเลือกสถานที่ตรวจ ที่ช่วยให้เด็กผ่อนคลาย บรรยากาศไม่ดูซีเรียสจริงจังเกินไป เพราะยิ่งเด็กได้นอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งส่งผลดีต่อการตรวจ 

บรรยากาศของ sleep lab กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์: เราเลือกที่จะทำสถานที่ และบรรยากาศของ sleep lab ให้แตกต่างจากสถานที่ตรวจแบบดั้งเดิมที่ดูเป็นทางการเหมือนโรงพยาบาล โดยเน้นสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวและทำให้ความรู้สึกสบายใจ ห้องที่ทำการตรวจ sleep test ก็เป็นห้องพักแยกและมีความเป็นส่วนตัว โดยผู้ปกครองสามารถเข้ามานอนค้างกับเด็กได้อย่างสะดวกสบาย

สรุป

สุขภาพกาย สุขภาพใจ และพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย มาจากคุณภาพชีวิตที่ดีของเขาในแต่ละวัน ทั้งช่วงเวลากลางวัน ที่เขาจะได้ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาการเรียนรู้ ไปจนถึงช่วงเวลากลางคืน ที่เขาจะได้นอนหลับพักผ่อนและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับที่มีคุณภาพของลูกน้อยในยามค่ำคืน จึงสำคัญไม่แพ้ในช่วงเวลากลางวัน

ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ ศึกษาถึงปัญหาและ ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อลูกนอนกรน พร้อมหาแนวทางป้องกันและรักษา หากพบความผิดปกติต่าง ๆ ของลูกระหว่างนอนหลับ จะได้รีบพาไปรับการตรวจรักษาได้ทันท่วงที ให้ลูกน้อยของคุณได้กลับมานอนหลับฝันหวานได้อีกครั้ง

“จุดเริ่มต้นของวันใหม่ที่ดี เริ่มต้นจากการนอนหลับตั้งแต่เมื่อคืน”

รักษาโรคนอนไม่หลับ แบบ CBT-I

รักษาโรคนอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา แต่ใช้นักจิตวิทยา ด้วยวิธี CBT-I

“นอนไม่หลับ ทำไงดี?”

อาการนอนไม่หลับเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในยุคนี้ ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป การทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์ เกิดความเครียดสะสม   สวนทางกับเวลาดูแลตัวเองที่ลดน้อยลง ส่งผลเสียต่อร่างกาย สภาพจิตใจ และกระทบกับ “การนอนหลับ” ในที่สุด

ความเครียด ทำให้นอนไม่หลับ

“ข้อมูลปี 2563 จากกรมสุขภาพจิต พบว่า มีคนไทยมากกว่า 19 ล้านที่มีปัญหานอนไม่หลับ เทียบเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20-30 ของประชากร และที่น่ากังวลคือ ยังพบอาการนี้ได้ในทุกช่วงวัยอีกด้วย”

ในปัจจุบัน การรักษาโรคนอนไม่หลับ มีหลากหลายวิธี แนวทางการรักษาด้านจิตวิทยาได้ถูกนำมาใช้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ การบำบัดอาการนอนไม่หลับด้วยการปรับพฤติกรรม และปรับเปลี่ยนความคิด ที่เรียกว่า “CBT-I (Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia) ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่า CBT-I เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะนอนไม่หลับ

หากท่านกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ นี่อาจเป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ… 

แบบไหน? ที่เรียกว่า “โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)”

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นโรคที่ทำให้เราเกิดความยากลำบากอย่างยิ่งในการนอน อาจเกิดขึ้นได้ 3 ลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือเกิดร่วมกัน อันได้แก่

  1. นอนหลับยาก (initiating sleep) นอนหลับยาก ใช้เวลานานกว่าจะหลับได้
  2. นอนไม่ต่อเนื่อง (maintaining sleep) ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อย ๆ พอจะนอนหลับอีกครั้งก็หลับได้ยาก
  3. ตื่นเร็ว (waking too early) ตื่นนอนเร็วผิดปกติ แม้แต่บางรายที่เข้านอนดึก ก็ยังตื่นเร็วกว่าปกติ 
3 อาการ โรคนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ ยังพบอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ดังนี้

  1. มีอาการอ่อนเพลีย
  2. สมาธิสั้น ไม่จดจ่อ กระสับกระส่าย
  3. มีปัญหาด้านความจำ
  4. ประสิทธิผล (productivity) ในการทำงานลดลง
  5. ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย (จากที่ปกติไม่เคยเป็น)
  6. ง่วงนอนในเวลากลางวัน

นอนไม่หลับแบบไหน? ควรพบแพทย์

อาการนอนไม่หลับ หากเกิดขึ้นช่วงสั้น ๆ ไม่กี่คืน หรือเกิดได้เป็นสัปดาห์ มักเกิดจากความเครียด ความตื่นเต้น อยู่ในภาวะเจ็บป่วย ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หรือร่างกายพึ่งผ่านระยะการกระตุ้นมาไม่นานก่อนเข้านอน เช่น พึ่งออกกำลังกายช่วงหัวค่ำ เราเรียกอาการนี้ว่า โรคนอนไม่หลับจากปัญหาการปรับตัว (Adjustment Insomnia) เป็นภาวะที่ไม่น่ากังวล หากเริ่มปรับตัวหรือผ่อนคลายลงแล้ว จะกลับมานอนหลับได้ตามปกติ

แต่ถ้าอาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 คืน/สัปดาห์ เป็นเวลานานมากกว่า 3 เดือน จะเรียกว่า โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic insomnia) อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ โรคผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม

เมื่อมีอาการเช่นนี้นานวันเข้า จะเริ่มส่งผลให้เราเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติในการนอนหลับของตัวเอง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้การนอนหลับยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นปัญหานอนไม่หลับประเภทใดก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องรอดูอาการเป็นเดือน มีข้อแนะนำว่า หากมีอาการดังกล่าวติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวางแผนการรักษาโรคนอนไม่หลับได้ทันที

การรักษาโรคนอนไม่หลับ CBT-I คืออะไร?

Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia หรือ CBT-I คือ การรักษาโรคนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา แต่จะบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนความคิด โดยใช้วิทยาศาสตร์ของการนอนหลับเป็นฐานความรู้ ร่วมกับหลักการทางจิตวิทยา

รักษาจากต้นตอ ด้วยการมองหาความคิดที่บิดเบือน

เวลาที่เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ และต้องผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เรามักจะตัดสิน มีความเชื่อ หรือมีความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งต่าง ๆ ที่บิดเบือนไปจากความจริง (dysfunctional thinking) หลาย ๆ ครั้งความเชื่อเหล่านี้ก็กลับมาสร้างผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราเอง

ดังนั้น ในทางจิตวิทยาจึงมีหลักการการบำบัดว่า ถ้าสามารถช่วยให้ผู้ป่วย ประเมินความคิดให้ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงต่าง ๆ ได้ และเริ่มจับสังเกตเห็นรูปแบบความคิดที่บิดเบือนไปจากความจริง อาการที่ผิดปกติทางด้านจิตใจและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น

CBT-I เป็นแนวทางรักษาที่ต่อยอดมาจาก CBT ที่ใช้หลักการข้างต้นนี้ ในช่วงแรก CBT-I ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า เรียกว่า CBT (Cognitive Behavioral Therapy)  เมื่อการใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดี และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จึงได้มีการนำไปประยุกต์ใช้รักษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ

ต่อมาจึงประยุกต์ CBT เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับโดยเฉพาะด้วย โดยการผสมผสานเทคนิคหลายด้านที่เกี่ยวกับการปรับความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วย และมุ่งเน้นไปที่การค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวิธีที่เราคิด สิ่งที่เราทำ และวิธีที่เรานอนหลับ

การรักษาโดยวิธีนี้เป็นแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีการศึกษามากมายที่พบว่าเป็นรักษาที่มีประสิทธิภาพดี โดยไม่ต้องรักษาร่วมกับการใช้ยาเหมือนการรักษาอาการนอนไม่หลับในอดีต 

แม้ว่าการรักษาร่วมกับการใช้ยาจะเป็นการรักษาระยะสั้นที่มีประสิทธิผล เพราะสามารถบรรเทาอาการเราได้ทันทีเวลาที่มีความเครียดหรือความตื่นตัวสูง แต่อาจไม่ใช่วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับในระยะยาวที่ดีที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่นอนไม่หลับของผู้ป่วยแต่ละราย

แนวคิดการรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่สำคัญ

แพทย์หรือนักจิตวิทยาจะสอบถามและทดสอบ เพื่อดูว่าพฤติกรรมใดส่งเสริมการนอนหลับ หรือส่งเสริมให้เกิดปัญหาการนอนหลับกับตัวผู้ป่วย แล้วหาสาเหตุทางด้านความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่นำไปสู่อาการนอนไม่หลับได้ในท้ายที่สุด

โดยในระหว่างการรักษา แพทย์อาจแนะนำเทคนิคสำคัญที่ช่วยในการรักษาโรคนอนไม่หลับ ได้แก่

  • การจำกัดระยะการนอน (sleep restriction) และ การบีบอัดระยะเวลาการนอน (sleep compression) : เป็นหนึ่งในเทคนิคการรักษาอาการนอนไม่หลับเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการจำกัดระยะเวลาการนอนบนเตียงให้น้อยลง เพื่อฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายในส่วนที่สร้างแรงขับที่จะหลับ (sleep drive)
  • การบำบัดด้วยการควบคุมสิ่งเร้า (stimulus control therapy) : หลายคนที่มีอาการนอนไม่หลับจะเริ่มกลัวห้องนอนและเตียงของตัวเอง จึงเป็นการเชื่อมโยงทางความรู้สึกในแง่ลบ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกตื่นเต้นหรือกังวล เมื่อถึงเวลานอน กลยุทธ์นี้ จะช่วยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางความรู้สึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในการนอนให้ดีขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายเมื่อถึงเวลานอน
  • การปรับพฤติกรรมและความคิด (Cognitive behavior therapy) : เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลใจในการนอนหลับ โดยการค้นหาความเชื่อที่บิดเบือน และแทนที่ด้วยความเชื่อใหม่ที่เอื้อให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น โดยอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การรักษาด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ (psychoeducation) หรือการปรับโครงสร้างทางความคิด (cognitive restructuring) เป็นต้น
  • การสร้างเสริมสุขอนามัยในการนอน (Sleep hygiene) : เป็นแนวทางการเปลี่ยนนิสัยการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มคาเฟอีน การดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นประจำ

การฝึกผ่อนคลาย (Relaxation training) : เป็นการฝึกฝนที่ช่วยให้เราสงบจิตใจและร่างกายของตัวเอง เพื่อลดความตื่นเต้นหรือความกังวล ไม่ว่าจะเป็น การทำสมาธิ การนึกภาพ (imaginary training) การฝึกการหายใจ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

5 แนวคิด แก้โรคนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิค CBT-I อีกมาก ที่แพทย์หรือนักจิตวิทยาอาจเลือกนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงสาเหตุที่เกิดโรคของผู้ป่วยด้วย 

CBT-I เหมาะกับใคร?

CBT-I เหมาะกับผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับที่ไม่เคยพบแพทย์มาก่อน หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เคยรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยยามาแล้ว (แต่ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก) ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธี CBT-I ได้ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสนับสนุนว่า การรักษาด้วยวิธี CBT-I มีผลการรักษาโรคนอนไม่หลับในระยะยาวดีกว่าการใช้ยา benzodiazepine และ nonbenzodiazepine อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษา เนื่องจากในบางรายที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาก่อน จนอาการทุเลาลงแล้วจึงเข้ารับการรักษาด้วย CBT-I ต่อไปได้

ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วย CBT-I

การรักษาจะเริ่มจากผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคว่าอาการนอนไม่หลับของคนไข้ มีแนวโน้มมาจากสาเหตุอะไร

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้แล้วว่า ผู้ป่วยนอนไม่หลับเพราะโรคนอนไม่หลับจริง ๆ เช่น เกิดการตื่นตัวของร่างกาย หรือเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งช่วงเวลานอน ก็จะส่งให้มารับการรักษาโดยวิธี CBT-I โดยนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดต่อไป

ขั้นตอนการรักษาโรคนอนไม่หลับ แพทย์จะใช้การพูดคุย การให้ความรู้ และการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย โดยมีการสร้างความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน เช่น สามารถหลับได้เร็ว การนอนหลับมีความต่อเนื่อง และมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี เหมาะสมตามศักยภาพของผู้รับการบำบัด

ระยะเวลา และจำนวนครั้งที่ต้องเข้ามารักษา

การรักษาโรคนอนไม่หลับ จะใช้การพบกันประมาณ 6-8 ครั้ง ครั้งละประมาณ 45-60 นาที ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ครั้งที่ 1 แจ้งแนวทางรักษา ประเมินปัญหา : จะเป็นการสัมภาษณ์ประวัติเบื้องต้น ทำชุดแบบทดสอบเพื่อประเมินปัญหา และการทำบันทึกประจำวันด้านการนอนหลับ เพื่อวางแผนการรักษาในครั้งถัดไป

ครั้งที่ 2-4 ปรับเปลี่ยนโดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ  :เป็นการรักษาโดยใช้การปรับพฤติกรรมการเข้านอนและตื่นนอน ที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต (Body Clock) หรือนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ของผู้รับบริการ โดยใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรมเมื่อต้องเผชิญปัญหาการนอนไม่หลับ ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบำบัดรักษา

ครั้งที่ 5 ฝึกฝนการผ่อนคลาย : ฝึกฝนเทคนิคการผ่อนคลายและการจัดการความเครียด เพิ่มเพิ่มพูนศักยภาพในการนอนให้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมิติที่ส่งผลให้การนอนหลับเกิดขึ้นยาก

ครั้งที่ 6 – 8 คงไว้ซึ่งผลดีของการรักษา : การทำงานร่วมกันโดยใช้การปรับความคิด หรือวิธีคิดที่ส่งผลให้การนอนหลับถูกรบกวน โดยใช้การรู้คิดและพฤติกรรมบำบัด (CBT) เพื่อสร้างเสริมทักษะให้สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง

รักษาอาการนอนไม่หลับ ซื้อยานอนหลับกินเอง อันตราย!

ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้ และทุกคนล้วนอยากหายขาดจากอาการนอนไม่หลับ แต่ถ้าเรามุ่งไปที่การแก้ไขอาการเลย โดยเฉพาะการซื้อยากินเอง ทั้ง ๆ ที่สาเหตุยังไม่ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะไม่หายขาด ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เมื่อหยุดใช้ยาก็อาจกลับมาเป็นซ้ำ

อย่าซื้อยานอนหลับมากินเอง

นอกจากนี้ อาจเกิดผลข้างเคียงของยาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง เกิดผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้ อีกทั้ง ยังมีโอกาสทำให้โรคนอนไม่หลับเป็นหนักขึ้น หรือเรื้อรังมากขึ้นได้อีกด้วย 

การนอนไม่หลับ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น การมาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ชำนาญการเฉพาะด้าน และได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่า

การรักษาโรคนอนไม่หลับ ด้วย CBT-I ที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์

การรักษาโรคนอนไม่หลับที่กรุงเทพ สลีป เซนเตอร์ จะมีบริการรักษาโรคนอนไม่หลับแบบ CBT-I โดยนักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ที่ผ่านการศึกษาด้านการนอนหลับมาโดยเฉพาะ รวมถึงการศึกษาในด้านที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม จิตวิทยาคลินิกและชุมชน ปรัชญาและศาสนา

หากท่านใดสนใจรักษาโรคนอนไม่หลับ ต้องการปรึกษาหรือเข้ารับการตรวจ สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ช่องทางติดต่อต่าง ๆ ของเรา

สรุป

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่ทำให้หลับยาก หลับไม่ทน หรือทำให้เราต้องตื่นขึ้นมาเร็วกว่าเวลาอันสมควร และกำลังเป็นโรคที่ผู้คนเป็นกันมากขึ้นในยุคนี้

แนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยวิธี Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia ที่เรียกว่า CBT-I เป็นแนวทางรักษาโรคนอนไม่หลับที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเรื้อรัง ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในการแพทย์ตะวันตก เพราะมีงานวิจัยและการศึกษาที่ยืนยันประสิทธิภาพการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี

อย่างไรก็ดี เนื่องจากแนวทางการรักษาโรคนอนไม่หลับของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย สภาพจิตใจและปูมหลังของผู้ป่วย ดังนั้น หากมีอาการและสงสัยว่า นอนไม่หลับทำอย่างไรดี? มีข้อแนะนำ คือ ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุอาการต่าง ๆ และนำไปสู่การวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

crop-1619941037568

รักษานอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

รักษานอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

ทำไมเราถึงนอนกรน

“นอนกรน” คืออาการของคนที่นอนหลับแล้วหายใจมีเสียงดัง ครอก… ฟี้….  ภาวะนี้เกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอและโคนลิ้น ตีบแคบลงขณะที่นอนหลับสนิท ทำให้ทรวงอกต้องออกแรงหายใจเข้าและหายใจออกมากขึ้น เพื่อสูดอากาศให้ผ่านช่องคอที่ตีบแคบ เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ บริเวณช่องคอ ดังเป็นเสียงกรน 

การนอนกรนในผู้ใหญ่มักพบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักมาก ลำคอสั้น มีไขมันพอกบริเวณช่องคอ 
หรือผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ และมักจะมีเสียงกรนดังมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น 
ส่วนในเด็กมักเกิดจากต่อมทอลซิลและอดินอยด์ที่โตขึ้น

นอนกรนอันตรายหรือไม่

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการนอนกรนเป็นบุคลิกการนอนเฉพาะตัวของคน ๆ นั้น  อาจจะเพียงแค่สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ที่นอนด้วย 

แต่มีหลักฐานทางการระบุแพทย์ชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่นอนกรนเสียงดัง มักมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้นอนหลับไม่สนิท สมองและร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อน เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับคืออะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคอคลายตัวลงขณะที่นอนหลับสนิท กล้ามเนื้อเหล่านี้ ได้แก่ เพดานอ่อนที่ด้านหลังช่องปาก ลิ้นไก่ ต่อมทอลซิล และโคนลิ้น เมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อคลายตัวถึงจุดหนึ่ง ช่องทางเดินหายใจ ที่ลำคอจะถูกปิดสนิททำให้อากาศไม่สามารถไหลผ่านเข้า-ออกได้ เกิดเป็นภาวะหยุดหายใจขึ้นนานครั้งละ 10 วินาที -30 วินาที

ภาวะนี้ทำให้ปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในร่างกาย สมองจึงถูกปลุกให้ตื่นจากหลับระดับลึก-มาเป็นหลับระดับตื้น เตือนกล้ามเนื้อบริเวณลำคอให้เกร็งตัวเพื่อให้เปิดทางเดินหายใจขึ้นอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เราเสียชีวิต 

หากเกิดช่วงเวลาสั้นๆ เรามักจะไม่รู้สึกตัว แต่หากเกิดนานขึ้น ร่างกายจะกระตุก สะดุ้งตื่น ภาวะนี้มักเกิดซ้ำๆกันได้ตั้งแต่ 5 ครั้งต่อชั่วโมง ถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง เกิดซ้ำๆตลอดทั้งคืน

เราสามารถสังเกตอาการของคนที่เป็นได้ว่า มักจะนอนกรนและมีเสียงหยุดกรนเป็นระยะๆ (ตอนหยุดหายใจ) และกลับมากรนใหม่ มีอาการสำลักหรือพลิกตัว เปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ

แต่ผู้ที่เป็นมักไม่รู้ตัวและเข้าใจว่าตนเองนอนได้ดีทั้งคืน หากสงสัยว่าจะเป็นแต่นอนคนเดียว ต้องถามคนที่นอนด้วยจะทราบได้ หรือใช้ application ในโทรศัพท์มือถือเช่น SnoreLab ในการดูในเบื้องต้น 

ผลเสียของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะนี้จะทำให้สมองและร่างกายไม่ได้พักผ่อน และการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ จะผิดเพี้ยนไป เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว 

ผลเสียระยะสั้นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นซ้ำๆตลอดทั้งคืน ผู้ที่มีภาวะนี้จึงรู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นเช้า มีอาการปวดหัวหรือมึนหัวตอนเช้าๆ อาการที่สังเกตได้ง่ายอีกอย่างหนึ่ง คือ มักจะรู้สึกง่วงนอนมากตอนกลางวัน อ่อนเพลีย นั่งเฉยๆ ก็หลับ ต้องดื่มกาแฟปริมาณมาก ง่วงนอนหรือหลับในขณะขับรถ

หากเป็นมานานสักระยะ ความจำและสมาธิมักจะลดลง หงุดหงิดง่ายขึ้น ความเฉียบคมทางความคิดและประสิทธิภาพในการตัดสินใจแย่ลง เป็นต้น 

ผลเสียระยะยาวของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เพราะการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) และฮอร์โมนอื่นๆ ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายจะเกิดได้ดีเมื่อเราหลับสนิท ความสมดุลของการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ และการทำงานของระบบประสาท ในผู้ที่มีภาวะนี้จึงลดลง ร่างกายอยู่ในภาวะเครียดเป็นระยะเวลานานเป็นเดือน เป็นปีจึงทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วและก่อให้โรคเรื้อรังตามมา เช่น 

  • เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคความจำเสื่อม (อัลโซเมอร์)
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การตรวจการนอนหลับ หรือที่เรียกว่า sleep test

การตรวจการนอนหลับ (sleep test หรือ polysomnography) คือ การตรวจเช็คการทำงานของร่างกายขณะนอนหลับ เช่น การตรวจคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของทรวงอก การเต้นของหัวใจ ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในร่างกาย การเคลื่อนไหวของดวงตา และ แขน-ขา เป็นต้น 

โดยจะมีการติดอุปกรณ์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เฝ้าตรวจการนอนของเราตลอดทั้งคืน ความละเอียดของการนอนหลับมีหลายระดับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล และ ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยเราจะต้องไปนอนตรวจตอนกลางคืนที่สถานที่นั้นๆ (ยกเว้นแต่ผู้ที่ติดนิสัยนอนตอนกลางวัน เช่น คนที่ทำงานตอนกลางคืน จะสามารถตรวจตอนกลางวันได้)

ผลที่ได้จากการตรวจจะได้รับการแปลผลและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงระดับไหน สามารถใช้ค่าที่ได้จากการตรวจในการวางแผนการรักษาและติดตามการรักษา เช่น ใช้ในการปรับแรงดันลมของเครื่อง CPAP เป็นต้น

ตรวจ Sleep test ที่ไหนดี

สถานที่ตรวจ Sleep test มีในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และศูนย์ตรวจการนอนหลับ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและการใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล 

โดยจะมีการติดอุปกรณ์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และมีผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เฝ้าตรวจการนอนของเราตลอดทั้งคืน ความละเอียดของการนอนหลับมีหลายระดับ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล และ ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยเราจะต้องไปนอนตรวจตอนกลางคืนที่สถานที่นั้นๆ (ยกเว้นแต่ผู้ที่ติดนิสัยนอนตอนกลางวัน เช่น คนที่ทำงานตอนกลางคืน จะสามารถตรวจตอนกลางวันได้)

ผลที่ได้จากการตรวจจะได้รับการแปลผลและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงระดับไหน สามารถใช้ค่าที่ได้จากการตรวจในการวางแผนการรักษาและติดตามการรักษา เช่น ใช้ในการปรับแรงดันลมของเครื่อง CPAP เป็นต้น

  • โรงพยาบาลของรัฐ สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วไป
    ได้ ราคาประมาณ 9,000 – 10,000 บาท หากเป็นข้าราชการ
    ข้าราชการบำนาญ และรัฐวิสาหกิจ สามารถเบิกค่าตรวจตาม
    กรมบัญชีกลางได้ 7,000 บาท ส่วนสิทธิประกันสังคมสามารถเบิก
    ได้ตามสิทธิ์ที่โรงพยาบาลที่เราทำประกันตน
  • โรงพยาบาลเอกชน ราคาจะสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่สะดวก
    ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 12,000 – 25,000 บาท
  • ศูนย์ตรวจการนอนหลับ ตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ
    โดยเฉพาะ ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 9,900 – 12,000 บาท

การตรวจการนอนหลับยังสามารถตรวจที่บ้านได้ เรียกว่า home sleep test การตรวจนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายหรือเดินทางได้ลำบาก หรือในผู้ที่ไม่อยากนอนตรวจในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน

การตรวจ home sleep test จะมีการตรวจวัดค่าที่น้อยลง โดยมีจุดประสงค์ เพื่อตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหลักจึงไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่นๆได้

วิธีรักษานอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เราควรรีบรักษาภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับเพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อร่างกาย การรักษามี 3 วิธีใหญ่ๆ ได้แก่

1. การรักษานอนกรนโดยใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous positive airway pressure, CPAP)

เครื่อง CPAP คือเครื่องมือดันอากาศผ่านหน้ากากเข้าไปในช่องคอ เพื่อเปิดทางเดินของลมที่ตีบแคบลงขณะที่เรานอนหลับ คนนอนกรนที่ใส่เครื่อง CPAP จะหายใจได้โล่งสบายตลอดทั้งคืนโดยไม่มีภาวะหยุดหายใจและยังไม่มีเสียงกรนให้รำคาญคนข้างๆอีกด้วย 

การรักษาชนิดนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นแนวทางการรักษาหลักโดยแพทย์ทั่วโลก การใช้ CPAP ให้ได้ผลดีและปลอดภัยควรจะได้รับการตั้งค่าและดูแลโดยแพทย์และทีมงานที่เชี่ยวชาญ โดยเลือกหน้ากากที่เหมาะสมกับรูปหน้าและตั้งค่าเครื่อง CPAP ที่ถูกต้องกับสรีระ เราจะใส่ CPAP ได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกอึดอัดหรือแรงดันลมแรงกลางดึก และสามารถให้เครื่อง CPAP ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

2. การรักษานอนกรนโดยใช้เครื่องมือทางทันตกรรม (Oral appliances)

เครื่องมือทางทันตกรรมคือเครื่องมือที่ใส่ในช่องปากขณะนอนหลับ
เพื่อใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีความรุนแรงระดับน้อยถึงปานกลาง
โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่สามารถใช้ CPAP ได้ เครื่องมือทางทันตกรรมมี 2 ประเภท คือ

  • 2.1 เครื่องมือที่ดึงกรามล่างออกมาด้านหน้า (Mandibular advancement devices, MADs)
    เพื่อให้ช่องลมบริเวณลำคอกว้างขึ้น ทำให้ภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับดีขึ้น
    และยังช่วยในผู้ที่มีการนอนกัดฟันได้
  • 2.2 เครื่องมือที่ดึงลิ้นออกมาทางด้านหน้า (Tongue retaining devices, TRDs)
    เนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับคือ
    การที่ลิ้นหย่อนไปด้านหลัง การดึงลิ้นออกมาทางด้านหน้าจึงช่วยแก้อาการได้ 

3. การรักษานอนกรนโดยการผ่าตัด

การผ่าตัดมีจุดประสงค์หลักคือแก้ไขความตีบแคบของช่องคอเพื่อลดการตีบแคบขณะหลับ เช่น การตัดเนื้อเยื่อบริเวณลำคอส่วนหลัง ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน ต่อมทอลซิล สำหรับในผู้ใหญ่แล้ว การผ่าตัดจะเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การใส่ CPAP หรือเครื่องมือทางทันตกรรม
ส่วนในเด็กการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักใช้วิธีการผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอดินอยด์ที่โตออก เพราะสามารถรักษาได้ผลดีมาก  

บทสรุป

การนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและในปัจจุบันนอนกรนเป็นเรื่องที่รักษาได้ง่ายมากด้วยการใส่ CPAPหากใครที่รู้ว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวนอนกรน แนะนำให้รีบมาตรวจการนอนหลับ (sleep test) เพื่อวางแผนการรักษา นอกจากเราได้สุขภาพการนอนที่ดีกลับมากแล้ว ยังทำให้มีจิตใจแจ่มใสสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่มีโรคเบาหวาน ความดันถามหา และได้ชีวิตครอบครัวที่หวานชื่นกลับมาอีกด้วย 

609142 (1)

Sleep test ตรวจการนอนหลับ และสุขภาพการนอนของคุณ

Sleep test ตรวจการนอนหลับ และสุขภาพการนอนของคุณ


ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองนอนกรนหรือเปล่า ถามสามีหรือภรรยาก็สิ้นเรื่อง?”

“ลองใช้มือถืออัดเสียงกรน ดูก่อนมั้ย?”

“ทำไมเราต้องไปตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test ด้วยล่ะ?”

คำถามเหล่านี้ อาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนนึกสงสัย เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก หากต้องลงทุนไปตรวจการนอนหลับเป็นเรื่องเป็นราว เพียงเพราะต้องการทราบว่าตัวเองนอนกรนหรือไม่

แท้จริงแล้ว “การกรน” ไม่ใช่จุดจบของเรื่องนี้ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่อาจแฝงอยู่นั้นต่างหาก จะเป็นตัวที่ค่อยๆ ทำให้ร่างกายของคุณพัง

การตรวจ Sleep test (หรือ sleeping test) สามารถค้นหาความอันตรายที่แฝงอยู่ในตัวคุณจากการนอนหลับ และทราบรายละเอียดที่สำคัญมากมาย เพื่อที่จะทำให้คุณได้ป้องกันและรักษาก่อนที่จะสายเกินไป

ลองอ่านดูสักนิด แล้วจะรู้ว่า sleep test สำคัญกับเราและคนที่เรารักมากแค่ไหน

สารบัญ

การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep test คืออะไร?

Sleep test หรือ Sleeping Test คือ การตรวจการนอนหลับ เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการนอน โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกาย เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ รวมทั้งประเมินความรุนแรงของโรค เพื่อนำข้อมูลมาวินิจฉัยและให้การรักษา

“Sleep test หรือ Sleeping test เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป ในทางการแพทย์เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Sleep study หรือ Polysomnography”

sleep test ตรวจการนอนกรน

>กลับสู่สารบัญ

ทำไมถึงควรเข้ารับการตรวจ Sleep test

ร่างกายของเราต้องการการพักผ่อนที่มีคุณภาพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนอนหลับ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนที่สำคัญที่สุด หลังจากที่ทำงานอย่างเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่

แต่หากเรานอนหลับได้ไม่เพียงพอ หรือการนอนไม่ได้คุณภาพแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายมากกว่าที่เราคิด

การตรวจSleep test ถือเป็นขั้นตอนการตรวจที่เป็นมาตรฐาน สำหรับการตรวจการนอนหลับและคุณภาพการนอน โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ เพื่อติดตามการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายขณะที่นอนหลับเพื่อค้นหา “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่อาจแฝงอยู่

>กลับสู่สารบัญ

ตรวจ Sleep test วัดอะไรได้บ้างระหว่างหลับ

การตรวจ sleep test จะมีการติดอุปกรณ์ ที่ใช้ติดตาม การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายระหว่างหลับ 

ได้แก่

  • คลื่นไฟฟ้าสมอง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของลูกตา: บอกความตื้นลึก หรือระยะของการนอนหลับ และแยกจากภาวะตื่น
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ: บอกว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ในช่วงที่หยุดหายใจ
  • ลมหายใจผ่านเข้าออกจมูกปาก และการเคลื่อนไหวของทรวงอกกับท้อง : ช่วยแยกระหว่างการหายใจที่ปกติ และการหยุดหายใจ รวมทั้งบอกชนิดของการหยุดหายใจ
  • ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด: บอกความรุนแรงของการลดลงของปริมาณออกซิเจนในเลือด

นอกจากนี้ยังมีการถ่ายวิดีโอเพื่อสังเกตท่าทางการนอน และความผิดปกติทางพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นขณะหลับ เช่น การนอนละเมอ หรือนอนแขนขากระตุก เป็นต้น

เมื่อรวบรวมผลจากการตรวจการนอนหลับเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติต่าง ๆ พร้อมทั้งประเมินความรุนแรงของอาการได้ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนขากระตุกขณะหลับ ภาวะเคลื่อนไหวและพฤติกรรมผิดปกติขณะหลับ ภาวะนอนไม่หลับ และความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่น ๆ

ดังนั้น จึงทำให้ผู้เข้ารับการตรวจ เข้าใจภาวะการนอนหลับของตัวเองอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะผิดปกติที่อาจไม่เคยสังเกตได้มาก่อน ซึ่งจะช่วยในการวางแผนและติดตามการรักษาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

>กลับสู่สารบัญ

ใครบ้าง ที่ควรเข้าไปตรวจการนอนหลับ

เราสามารถประเมินตัวเองได้ง่าย ๆ ว่าควรเข้ารับการตรวจ sleep test หรือไม่? โดยดูจากอาการผิดปกติหรือพิจารณาว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ดังนี้

อาการผิดปกติที่ควรตรวจ sleep test

  1. มีอาการนอนกรน
  2. มีเสียงกรนหยุดเป็นพักๆ พลิกตัวบ่อยๆ
  3. ตื่นนอนบ่อย ๆ, สะดุ้งตื่น, หรือตื่นนอนเพราะหายใจแรงหรือหายใจติดขัด
  4. นอนกัดฟัน ปัสสาวะรดที่นอน นอนละเมอ ฝันร้ายบ่อย ๆ หรือนอนกระตุก โดยเราอาจรู้ตัวเอง หรือมีคนใกล้ตัวบอก
  5. มักนอนไม่หลับ หรือนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม (โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการเช่นนี้มากกว่า 3 วัน/สัปดาห์)
  6. ปวดศีรษะหลังตื่นนอน ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น หรือมีอาการอ่อนเพลียหลังตื่นนอนเป็นประจำ
  7. รู้สึกง่วงนอนมากตอนกลางวัน แม้จะเข้านอนตรงเวลาหรือนอนหลับได้เพียงพอแล้ว
  8. หายใจเหนื่อย หรือสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สามารถทำแบบประเมิน Epworth sleepiness scale เพื่อเช็คว่าตัวเองมีอาการง่วงผิดปกติหรือไม่?

แบบทดสอบ ง่วงผิดปกติ

 โดยให้คะแนน 0 = ไม่เคยง่วง, 1 = ง่วงเล็กน้อย, 2 = ง่วงปานกลาง, 3 = ง่วงมาก

หากว่าเราได้คะแนนรวมกันมากกว่า 9 คะแนนขึ้นไป แสดงว่าเรามีภาวะง่วงมากผิดปกติ และควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจ sleep test

กลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจ sleep test

  1. ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ
  2. ผู้ป่วยโรคประจำต่าง ๆ ได้แก่ หัวใจวาย ไตวาย เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
  3. ผู้ที่แพทย์ได้วินิจฉัยว่าอาจเป็นโรคลมหลับ (Narcolepsy) หรือมีภาวะชักขณะนอนหลับ
Sleep test ใครเสี่ยงบ้าง

STOP-BANG : คุณคือกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ ?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของปัญหาการนอนหลับที่นำไปสู่โรคร้ายแรงได้มากมาย เราจึงได้นำเสนอ STOP-BANG ซึ่งเป็นชุดคำถามที่มีประสิทธิภาพที่ดีในการคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยตนเอง 

โดยมีคำถามดังนี้

  1. Snoring : คุณนอนกรนเสียงดังหรือไม่?
  2. Tired : คุณรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือง่วงนอนในตอนกลางวันบ่อย ๆ หรือไม่?
  3. Observed : เคยมีใครทักคุณว่าคุณมีอาการหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?
  4. Pressure : คุณมีอาการหรือกำลังได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่?
  5. BMI : คุณมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 kg/m2 หรือไม่?
  6. Age : คุณมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่อายุ 51 ปี)
  7. Neck : คุณมีเส้นรอบคอมากกว่า 40 เซนติเมตรขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่ 41 เซนติเมตร)
  8. Gender คุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง (ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิง)

หากเข้าข่ายมากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

อาการ เสี่ยงหยุดหายใจ

(ยิ่งเข้าเกณฑ์หลายข้อ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมีอาการรุนแรงขึ้น) สำหรับคนที่อ่านมาถึงหัวข้อนี้ ให้ลองทำดูนะครับ

นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ได้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการดังที่กล่าวมา ก็สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเพื่อประเมินความเสี่ยงได้เช่นกัน

>กลับสู่สารบัญ

เด็กก็ควรเข้ารับการตรวจ sleep test เช่นกัน ถ้า…

  • อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • สังเกตว่ามีท่านอนที่ผิดปกติบ่อย ๆ เช่น นอนกรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ นอนตะแคง หรือนอนควํ่า
  • ตื่นนอนยาก
  • มีอาการง่วงบ่อย ๆ ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย และความจำแย่ลง
  • ปัสสาวะรดที่นอนในเวลากลางคืน
  • เด็กอายุขวบปีแรกที่สงสัยว่าเวลานอนหลับอาจมีช่วงหยุดหายใจ
  • เด็กที่มีความผิดปกติของช่องปาก จมูก ลำคอ
  • เด็กที่มีอาการนอนกรนหรือหายใจลำบากเวลานอน ซึ่งอาจมาจากความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในช่องคอ 

>กลับสู่สารบัญ

ประเภทของการตรวจการนอนหลับ (classification of sleep test)

การตรวจการนอนหลับมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับความละเอียดของการตรวจ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับได้แก่

Sleep test ที่ไหนดี

ระดับที่ 1  การตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดทั้งคืน 
(Comprehensive Technician-attended Polysomnography)

การตรวจประเภทที่ 1 นี้ เป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูงสุด โดยจะต้องตรวจที่ศูนย์ตรวจการนอนหลับ (sleep laboratory) 

และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการนอนหลับตลอดทั้งคืน

การตรวจการนอนหลับแบบนี้จะประกอบด้วย 7 ช่องสัญญาณ (channel) ซึ่งเป็นตามมาตรฐานสากล ได้แก่

  • คลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram; EEG) 
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram; ECG/EKG)
  • คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา (Electrooculogram; EOG)
  • คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อใต้คาง (Chin Electrooculogram;  Chin EMG)
  • คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อขา (Leg Electrooculogram;  Leg EMG)
  • การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2)
  • การตรวจวัดลมหายใจ

นอกจากนี้ การตรวจชนิดนี้จะยังแบ่งออกเป็นการตรวจย่อยได้อีก 2 แบบ ได้แก่

  1. Full night sleep test เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ
    (sleep related breathing disorder, SBD) และโรคที่มีความผิดปกติในขณะหลับ อื่นๆ (sleep disorder) โดยมีการตรวจแบบทั้งคืน
  2. Split night sleep test เป็นรูปแบบการตรวจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน มีวิธีการคือ
    จะแบ่งการตรวจเป็น 2 ส่วนภายในการตรวจเพียงคืนเดียว ซึ่งครึ่งคืนแรกจะเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ
    ในขณะที่ครึ่งคืนหลัง จะใช้ในการรักษาและปรับตั้งเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP titration)

ระดับที่ 2 การตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดทั้งคืน
(Comprehensive unattended portable Polysomnography)

การตรวจประเภทที่ 2 นี้ เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ (7 ช่องสัญญาณ) ซึ่งมีข้อดีในแง่ของความเป็นส่วนตัว และความรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นอนของผู้เข้ารับการตรวจ เนื่องจากจะใช้สถานที่นอนเป็นห้องนอนที่บ้าน หรือที่พักของผู้เข้ารับการตรวจเอง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระหว่างคืนที่ตรวจ

การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ (7 channel) ที่ห้องนอนที่บ้านหรือที่พักของผู้เข้ารับการตรวจเอง โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระหว่างคืนที่ตรวจ นอกจากนี้ การตรวจดังกล่าว จะให้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือได้ใกล้เคียงกับการตรวจระดับที่ 1 

แต่มีข้อจำกัดคือ หากอุปกรณ์การตรวจ หรือสายต่อพ่วงอุปกรณ์หลุดขณะนอนหลับ หรือลุกเข้าห้องน้ำ อาจทำให้ผลการตรวจไม่สมบูรณ์ได้ การตรวจชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวลำบาก

ระดับที่ 3 การตรวจสุขภาพการนอนแบบจำกัดข้อมูล 
(Modified portable sleep apnea testing)

การตรวจนี้จะมีการตรวจที่จำกัดลง ได้แก่ การตรวจลมหายใจ การเคลื่อนไหวของหน้าอกและหน้าท้อง วัดระดับออกซิเจนในเลือด วัดระดับเสียงกรน และบางครั้งอาจมีการวัดคลื่นหัวใจร่วมด้วย

ข้อดีของการตรวจ ประเภทนี้ก็คือ จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าระดับที่ 1 และ 2 ในขณะเดียวกัน ก็มีความละเอียดน้อยกว่า เช่น ไม่ได้วัดคลื่นสมอง เพื่อบ่งบอกระยะการหลับตื้น หรือหลับลึกของผู้เข้ารับการตรวจ เป็นต้น

ระดับที่ 4 การตรวจระดับออกซิเจนในเลือด และ/หรือ วัดลมหายใจขณะหลับ 
(Single or dual channel portable sleep test)

การตรวจ sleep test ประเภทที่ 4 จะติดตามช่องสัญญาณข้อมูลไม่เกิน 3 อย่าง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถตรวจระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 3 ได้ 

>กลับสู่สารบัญ

แล้วเราเหมาะที่จะเลือกตรวจ sleep test แบบไหน?

Sleep test แบบไหนดี

ผู้ที่ต้องการการตรวจที่แม่นยำ และวินิจฉัยอาการต่าง ๆ ได้ครบถ้วน

การตรวจ sleep test ระดับที่ 1 (ศูนย์ตรวจการนอนหลับ) เป็นการตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ ถือว่าเป็นการตรวจการนอนหลับที่ได้ผลแม่นยำที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน การตรวจระดับที่ 1 ชนิด Split night sleep test จะทำให้สามารถวัดค่าความดันลม ที่เหมาะสมกับการรักษาภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ โดยใช้เครื่องอัดอาการแรงดันบวก (CPAP) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง หรือมีปัญหาในการนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

การตรวจ sleep test ระดับที่ 2 (อยู่บ้านหรือที่พักตัวเอง) ถือว่าได้มาตรฐานใกล้เคียงกันกับระดับที่ 1 แต่มีข้อควรระวังของการตรวจระดับที่ 2 คือ อาจจะมีสายสัญญาณวัดตัวแปรสำคัญหลุด หรือเลื่อนในขณะหลับ และไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงทีเหมือนการตรวจระดับที่ 1 ทำให้ไม่สามารถประเมินผลได้และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจใหม่

ข้อแนะนำ: ผู้สนใจเข้ารับการตรวจควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับโดยเฉพาะ เพื่อประเมินแนวทางการตรวจ sleep test ที่เหมาะสมกับตัวเอง

>กลับสู่สารบัญ

สรุป

เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะได้คำตอบกันแล้ว สำหรับคำถามที่ว่า “ทำไมเราต้องไปตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test ด้วยล่ะ?” 

เพราะการตรวจการนอนหลับนั้น ไม่ได้จบลงเพียงแค่ว่า “เรานอนกรนหรือไม่นอนกรน?” 

แต่มีรายละเอียดสำคัญมากมาย ที่เราสามารถวิเคราะห์ได้จากการเข้าไปตรวจ โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่น ๆ

เราควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเบื้องต้นว่า ควรเข้ารับการตรวจ sleep test หรือไม่? 

อย่างไรก็ดี ก็มีแนวทางในการประเมินตัวเองได้ง่าย ๆ โดยสังเกตจากอาการผิดปกติต่าง ๆ หรือพิจารณาว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ 

นอกจากนี้ เราอาจใช้ชุดคำถาม STOP-BANG หากสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หากสนใจที่จะเข้ารับการตรวจ sleep test ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center) 

เรามีบริการตรวจรักษาปัญหาด้านการนอน, ตรวจการนอนหลับ (Sleep test), 

และการรักษานอนกรนด้วยเครื่อง CPAP โดยท่านสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 02-089-8687

>กลับสู่สารบัญ

ขั้นตอนการเข้ารับบริการตรวจ Sleep Test

การเตรียมตัว และขั้นตอนการทำ sleep test (ตรวจการนอนหลับ)

ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการตรวจ sleep test

ข้อปฏิบัติ ตรวจ sleep test
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • งดการออกกำลังกายหนัก ๆ หลังเที่ยงเป็นต้นไป
  • ไม่ใช้น้ำมันหรือครีมแต่งผม
  • หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอยู่ เช่น ยาลดความดัน ยารักษาเบาหวาน และยานอนหลับ เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มตรวจ

การเตรียมตัวก่อนตรวจ Sleep Test

ในวันที่ตรวจ: ผู้รับการตรวจควรสวมเสื้อผ้าเหมือนชุดที่ใส่นอนเป็นประจำ ไม่ต้องเกร็งหรือวิตกกังวล ให้เตรียมตัวมานอนสบาย ๆ ในท่าที่คุ้นเคย ให้เหมือนกับเป็นการนอนหลับในค่ำคืนเหมือนทุก ๆ วัน

สิ่งที่ต้องทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ sleep test คือ ต้องมีการติดอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการติดตามและบันทึกผล ซึ่งอาจทำให้ไม่คุ้นเคยบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดใด ๆ เพราะเป็นการติดภายนอกร่างกาย

8 ขั้นตอนการตรวจ Sleep Test

ในปัจจุบัน การตรวจ Sleep test มีขั้นตอนที่ง่าย สะดวกสบาย มีความเป็นส่วนตัวสูง และไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด 

สำหรับผู้สนใจเข้ารับการตรวจการนอนหลับ ทาง กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center) มีขั้นตอนในการตรวจง่าย ๆ 8 ขั้นตอน โดยจะเริ่มต้นในช่วงหัวค่ำ (ประมาณ 20.00 น หรือตามความเหมาะสมของแต่ละราย) ดังนี้

sleep test ขั้นตอน

1. 19.00 – 20.00 น. ผู้สนใจเข้ารับการตรวจ sleep test ลงทะเบียนทำประวัติผู้รับบริการ

2. 20.00 น. เจ้าหน้าที่อธิบายขั้นตอนในการตรวจการนอนหลับ

3. 20.15 – 21.00 น. เชิญเจ้าห้องตรวจ พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยให้อาบน้ำ แปรงฟัน และสระผมให้เรียบร้อยก่อนเวลา 21.00 น.

4. 21.00 น. เจ้าหน้าที่ทำการติดอุปกรณ์ตรวจ sleep test (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที)

5. 22.00 น. เข้านอน และเริ่มบันทึกการนอนหลับ

6. 05.30 – 6.00 น. ตื่นนอน เจ้าหน้าที่เข้ามาถอดเครื่องมือและอุปกรณ์ออก

7. 06.00 – 6.30 น. รับประทานอาหารเช้า

8. 07.00 น. เจ้าหน้าที่แจ้งผลการตรวจเบิ้องต้น และนัดหมายเพื่อฟังผลการตรวจกับแพทย์ (ภายใน 1-2 สัปดาห์)

หมายเหตุ หากเป็นการตรวจ sleep test ที่บ้านหรือที่พักตัวเอง เราสามารถตื่นนอนตามเวลาปกติ และนัดแนะเวลากับเจ้าหน้าที่ให้มาถึงสถานที่รับการตรวจได้ตามที่เราสะดวก เพื่อให้เจ้าหน้าที่มาเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ออก แล้วนำกลับไปวิเคราะห์ ประเมินผลต่อไป

หยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA ภัยเงียบที่อาจทำร้ายคุณ ถึงชีวิต!

นอนกรน เป็นอาการที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่อันตราย และคิดว่าเป็นเพียงอาการที่สร้างความน่ารำคาญ หรือเรื่องขบขันที่เอามาล้อเลียนกัน แต่แท้จริงแล้วเป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายสูงหากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย เช่น เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัลไซเมอร์ หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

OSA ความเสี่ยงโรคร้าย

สารบัญ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA คืออะไร?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มาจากภาษาอังกฤษคือ Obstructive Sleep Apnea หลายคนจึงนิยมเรียกแบบย่อ ว่า OSA (โอเอสเอ) 

OSA คือ ภาวะที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบนถูกปิดกั้นในขณะที่นอนหลับ อากาศไหลผ่านได้ลำบาก ทำให้มีอาการหยุดหายใจเป็นพักๆ โดยในช่วงที่ขาดอากาศ ร่างกายได้รับออกซิเจนลดลง ส่งผลต่ออวัยวะที่สำคัญและไวต่อการขาดเลือด เช่น สมอง หัวใจ  

สาเหตุของ OSA

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

นอนกรน (snoring) เกิดจากการทางเดินหายใจส่วนบน บริเวณลำคอและโคนลิ้น ตีบแคบลง ทรวงอกต้องออกแรงหายใจเข้าและออกรุนแรงขึ้น เพื่อดันอากาศให้ผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณช่องคอ เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

แต่ถ้ามีอาการมากจนกระทั่งผู้ป่วยหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ขณะนอนหลับ ลักษณะนี้เรียกว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) นั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองอาการนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อกัน (คือพบว่าเกิดขึ้นร่วมกันบ่อยครั้ง) แต่ไม่จำเป็นว่า ทุก ๆ คนที่นอนกรน ต้องมีภาวะ OSA เสมอไป แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงจำเป็นต้องมีการสังเกตและตรวจสอบเพิ่มเติม

นอนกรนแบบไหน ถือว่าไม่ธรรมดา?

อาการนอนกรนมีอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. อาการนอนกรนธรรมดา (Snoring )เป็นการนอนกรนที่ไม่มีการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ถือว่าไม่มีอันตรายมากนัก แต่ก็สร้างความรำคาญให้แก่คนที่นอนข้าง ๆ และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ ได้แก่ ผู้ป่วยเสียความมั่นใจ หรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์
  2. อาการนอนกรนอันตราย คือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ร่วมด้วย ซึ่งนอกจากจะเกิดปัญหาตามข้อ 1 ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยโดยตรง เพราะทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ หลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นบ่อย 

อาการหยุดหายใจขณะหลับ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

หลาย ๆ คนที่กำลังนอนหลับอยู่ แล้วมีกายวิภาคของกล้ามเนื้อในช่องคอหรือลิ้น ในลักษณะดังนี้

  • กล้ามเนื้อในช่องคอหย่อนคล้อย หรือตีบแคบลง ไปอุดกั้นช่องทางเดินหายใจ
  • มีไขมันในช่องคอมากทำให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบ
  • มีช่องคอที่แคบโดยกำเนิด หรือมีโครงหน้าที่เป็นอุปสรรคต่อทางเดินหายใจ เช่น คางสั้น โคนลิ้นใหญ่ ช่องจมูกคด 
  • มีก้อนในช่องทางเดินหายใจ เช่น ต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดีนอยด์โต เป็นสาเหตุหลักของการนอนกรนและเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก
  • ลักษณะอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลผ่านของอากาศ

ลักษณะดังกล่าว ทำให้อากาศไม่สามารถไหลผ่านได้ในบางช่วงของการนอนหลับ จนเกิดภาวะพร่องออกซิเจน และเกิดการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ให้กล้ามเนื้อต่างๆ กลับมาทำงานให้หายใจได้ปกติ 

โดยในช่วงนี้สมองจะตื่นตัว ร่างกายตื่นจากหลับลึก มาเป็นหลับตื้น ทำให้บางคนสะดุ้งตื่นขึ้น บางคนสำลัก ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ระดับวินาที และเกิดขึ้นหลายครั้งในคืนเดียว 

ผลจากการที่ต้องสะดุ้งตื่นบ่อยๆ ทำให้มีอาการง่วงนอนตอนกลางวันมากกว่าปกติ และสมรรถภาพต่างๆ ในการทำงานแย่ลง ส่งผลเสียอื่นๆ ตามมา เช่น ง่วงนอนตอนขับรถ ไม่สามารถมีสมาธิทำงาน และส่งผลต่อบุคลิกภาพ และการอยู่ร่วมในสังคม รวมถึงส่งผลกระทบด้านสุขภาพร้ายแรงของผู้ป่วยที่จะตามมาในระยะยาวอีกด้วย

วิธีสังเกตเบื้องต้น ว่าคุณเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แนวทางในการตรวจสอบเบื้องต้น  ว่าตัวเราเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับในช่วงที่นอนกรนหรือไม่ ผู้ป่วยสามารถ สังเกตอาการได้ด้วยตนเอง ดังนี้

แบบทดสอบ หยุดหายใจขณะหลับ
  1. มีอาการง่วงนอนมากหรืออ่อนเพลียมากผิดปกติในช่วงกลางวัน บางรายอาจรู้สึกง่วงมากหลังขับรถ แม้ว่ากลางคืนจะนอนมาเยอะแล้ว
  2. ตื่นนอนแล้วมักมีอาการมึนศีรษะ หรือปวดศีรษะ บางรายอาจรู้สึกหนักหัวหรือมึนหัวมากจนแทบลุกไม่ไหวและอยากนอนต่อ
  3. รู้สึกคอแห้งหรือเจ็บคอบ่อย ๆ หลังตื่นนอน
  4. มีอาการนอนหลับไม่สนิท ตื่นนอนบ่อย ๆ หรือสะดุ้งตื่นเพราะสำลัก (เหมือนขาดอากาศหายใจ) บางรายมีเหงื่อออกเวลากลางคืน
  5. รู้สึกว่าตัวเองสมาธิสั้น ไม่จดจ่อ หลงลืมง่าย หงุดหงิดบ่อย บางรายมีปัญหาเหล่านี้มากจนกระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
แบบทดสอบ หยุดหายใจขณะหลับ

อาการที่สอบถามได้จากคนใกล้ตัว 

หากคู่สมรสหรือคนใกล้ตัวมาบอกว่าคุณมีอาการนอนกรน ให้ถามข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

  1. สังเกตว่ามีอาการหยุดหายใจหรือไม่? อาจจะเริ่มจากนอนกรนเสียงดัง แล้วมีช่วงหนึ่งที่เสียงหายไป หรือเงียบจนไม่ได้ยินเสียงหายใจ แล้วอาจตามด้วยเสียงหายใจเฮือกอีกครั้ง
  2. เราเหงื่อออกตอนนอน เวลากลางคืนหรือไม่?
  3. เรามีอาการนอนหลับไม่สนิท กระสับกระส่าย ดิ้นเปลี่ยนท่าบ่อยหรือไม่?
  4. เรามีการสะดุ้งตื่นเหมือนขาดอากาศหายใจหรือไม่?
  5. สังเกตว่าบุคลิกภาพของเราเปลี่ยนไปหรือไม่? เช่น เครียดหรือหงุดหงิดง่ายขึ้น สมาธิสั้น หลงลืมบ่อย มีอาการงง ๆ เหม่อลอยไม่มีสติ ดูอ่อนเพลียไม่กระฉับกระเฉง เป็นต้น

หากคนใกล้ตัวบอกว่าเรามีอาการเหล่านี้ แสดงว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้ารับการตรวจ Sleep Test เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำต่อไป (internal link “Sleep Test”)

อาการใดบ้าง ที่บ่งชี้ว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อยู่ในระดับรุนแรง

บางท่านอาจเข้าใจว่า หากกรนเสียงดังมาก หรือง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน แปลว่ามีอาการอยู่ในระดับที่รุนแรง แต่ที่จริงแล้ว อาการเหล่านี้ยังไม่สามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนได้ว่าผู้ป่วยมีโรคอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก เนื่องจากในผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีอาการเหล่านี้แตกต่างกันไป เช่น บางรายมีอาการง่วงนอนมากโดยที่ตัวโรคเป็นเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ ทั้งที่มีโรคอยู่ในระดับรุนแรงมาก เป็นต้น

ดังนั้นการประเมิณระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่แม่นยำที่สุด คือ การหาดัชนีการหายใจผิดปกติ (Apnea Hypopnea Index; AHI) จากการตรวจการนอนหลับ (Sleep test) 

โดยจะแบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ ตามดัชนีการหายใจผิดปกติที่ตรวจพบ ดังนี้

1.ดัชนีการหายใจผิดปกติ น้อยกว่า 5 ครั้ง/ชั่วโมง นับว่า ปกติ

  1. ดัชนีการหายใจผิดปกติ  5-15 ครั้ง/ชั่วโมง นับว่า รุนแรงน้อย

3.ดัชนีการหายใจผิดปกติ 15-30 ครั้ง/ชั่วโมง นับว่า รุนแรงปานกลาง

4.ดัชนีการหายใจผิดปกติ มากกว่า 30 ครั้ง/ชั่วโมง นับว่า รุนแรงมาก

7 สาเหตุที่ทำให้อาการหยุดหายใจขณะหลับ รุนแรงขึ้น

เราได้รู้กันไปแล้วว่า กายวิภาคที่ผิดปกติ เป็นสาเหตุเบื้องต้นของอาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่อาการดังกล่าวรุนแรงขึ้นได้จากปัจจัยส่งเสริมดังนี้

  1. อายุ : เมื่อมีอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อก็เริ่มไม่แข็งแรงเหมือนเดิม โดยจะค่อย ๆ หย่อนยาน จนอาจไปอุดกั้นช่องทางเดินหายใจให้แคบลงได้
  2. เพศ : เพศชายจะเป็นโรคนอนกรนและมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าผู้หญิง เพราะฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ มีความตึงตัวที่ดีกว่าของเพศชายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนก็จะพบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีภาวะดังกล่าวได้สูงขึ้น
  3. ความอ้วน : การสะสมของไขมันมากบริเวณลำคอและทรวงอก จะไปลดช่องว่างทางเดินหายใจให้ตีบแคบลง นอกจากนี้ ยังอาจทำให้การเคลื่อนไหวของหน้าอกแย่ลงอีกด้วย
  4. กรรมพันธุ์ : ภาวะนอนกรนและภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ เป็นอาการที่สามารถส่งต่อได้ทางกรรมพันธุ์ 
  5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : สุรา ยาคลายเครียด และยานอนหลับ จะไปทำให้กล้ามเนื้อลำคออ่อนแรงลง จนอาจไปอุดตันทางเดินหายใจได้ง่าย นอกจากนี้ แอลกอฮอล์และยาบางชนิด จะไปกดการทำงานของสมองให้ช้าลงกว่าปกติ
  6. การสูบบุหรี่ : คนที่สูบบุหรี่จะทำให้การทำงานของระบบทางเดินหายใจมีประสิทธิภาพที่แย่ลง
  7. สาเหตุอื่น ๆ เช่น การเป็นหวัดคัดจมูก การกำเริบของภาวะภูมิแพ้จมูก ภาวะอดนอน หรือการกินยานอนหลับบางชนิด เป็นต้น 

 

ชุดคำถามง่าย ๆ เพื่อเช็คว่าคุณเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของปัญหาการนอนหลับที่นำไปสู่โรคร้ายแรงได้มากมาย เราจึงได้นำเสนอ STOP-BANG ซึ่งเป็นชุดคำถามที่มีประสิทธิภาพที่ดีในการคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยตนเอง โดยมีคำถามดังนี้ 

  1. Snoring : คุณนอนกรนเสียงดังหรือไม่?
  2. Tired : คุณรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือง่วงนอนในตอนกลางวันบ่อย ๆ หรือไม่?
  3. Observed : เคยมีใครทักคุณว่าคุณมีอาการหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?
  4. Pressure : คุณมีอาการหรือกำลังได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่?
  5. BMI : คุณมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 kg/m2 หรือไม่? 
  6. Age : คุณมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่อายุ 51 ปี)
  7. Neck : คุณมีเส้นรอบคอมากกว่า 40 เซนติเมตรขึ้นไปหรือไม่? (ให้นับตั้งแต่ 41 เซนติเมตร)
  8. Gender คุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง (ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิง)

หากเข้าข่ายมากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (ยิ่งเข้าเกณฑ์หลายข้อ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมีอาการรุนแรงขึ้น) สำหรับคนที่อ่านมาถึงหัวข้อนี้ ให้ลองทำดูนะครับ

หยุดหายใจขณะหลับ เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง อะไรบ้าง?

ปัญหาของอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่ได้มีเพียงแค่ นอนไม่มีคุณภาพ ตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงนอนตอนกลางวัน แต่ยังมีผลกระทบอื่น ๆ ที่ควรทราบอีก ได้แก่ 

โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

มีรายงานว่า คนที่เป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แล้วไม่ได้เข้ามารักษา จะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่จะตามมา มีทั้งโรคเรื้อรัง ได้แก่ อาการสมรรถภาพทางเพศลดลง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม และโรคซึมเศร้า 

นอกจากนี้  ยังมีโรคที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ได้แก่ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง บางโรคอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

ฮอร์โมนสำคัญในร่างกายปั่นป่วนหรือเสียสมดุล

การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องอาศัยการทำงานของฮอร์โมนหลายชนิด แต่มีฮอร์โมนอยู่ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อร่างกาย นั่นคือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone, GH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ซึ่งร่างกายจะหลั่งออกมาในเวลาที่เรานอนหลับลึก

ในเด็ก หากได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้มีภาวะเตี้ยและเติบโตช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้มีภาวะอ้วนและมีไขมันสะสมมากอีกด้วย

ในผู้ใหญ่ หากมีปัญหาจากการนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 

ร่างกายก็จะทรุดโทรมเร็วมากกว่าคนทั่วไปที่หลับสนิท เนื่องจากโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ร่างกายฟื้นฟูหรือซ่อมแซมตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร

นอนกรน กระทบภาวะสมองเสื่อม อาจทำให้ความจำแย่ลง

คนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มักจะมีระดับการนอนอยู่ในช่วงหลับตื้น (Non-Rapid Eye Movement; NREM) อยู่ระหว่างระยะ (stage) 1-2 ตลอดคืน แปลว่าจะมีช่วงหลับลึกหรือหลับสนิทน้อยมาก (รอทำ link ไปบทความ sleep cycle)

ดังนั้น เมื่อร่างกายไม่ได้พักผ่อน แถมยังต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุลออกซิเจนในเลือด จึงไม่ได้ฟื้นฟูตัวเองเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้นภาวะที่กล่าวมานั้นอาจทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองมีไม่เพียงพอ จึงอาจกระทบต่อเซลล์สมองได้และทำให้มีปัญหาด้านสมาธิ ความจำ และในระยะยาวอาจเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ในที่สุด

หยุดหายใจขณะหลับ อาจกระทบต่อภาวะซึมเศร้า

เราพบงานวิจัยใหม่ที่พบความเชื่อมโยงกันระหว่าง “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” และ “การรักษาภาวะซึมเศร้า” โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ OSA อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การรักษาภาวะซึมเศร้าล้มเหลว

โดยพบว่า มีประมาณ 20 – 30% ของคนที่มีภาวะซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางอารมณ์อื่น ๆ ที่อาการไม่ได้ดีขึ้นจากการรักษาที่มีอยู่ โดยในภายหลัง ผู้วิจัยพบว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสาเหตุของการดื้อต่อการรักษาภาวะซึมเศร้า (ไม่ตอบสนองต่อยารักษาโรคซึมเศร้า) นอกจากนี้ ยังพบว่า การรักษาคุณภาพการนอนหลับให้ดี อาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ด้วย

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่: https://www.sciencedirect.com/…/abs/pii/S0022395619302018 

สรุปแล้ว ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เล่นงานอะไรเราได้บ้าง? 

ผลกระทบ ภาวะหายใจขณะหลับ

อายุ 60 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากขึ้น

ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงอายุ 60-70 ปี มีโอกาสเกิดภาวะการหยุดหายใจในขณะหลับเพิ่มขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ตามอายุ เช่น สัดส่วนไขมันในร่างกายที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับสัดส่วนของกล้ามเนื้อที่ลดลง

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางกายวิภาคของทางเดินหายใจ การลดลงของฮอร์โมนไทรอยด์ (เสี่ยงต่อโรคคอพอกหรือไขมันในเลือดสูง) และปริมาตรปอดที่ลดลง ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้นด้วย

ดังนั้น บ้านไหนที่มีผู้สูงอายุต้องดูแล อย่าลืมหมั่นสังเกตเรื่องภาวะการหยุดหายใจขณะหลับของพวกท่านอยู่เนือง ๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

เฝ้าระวังลูกนอนกรน อาจหยุดหายใจขณะหลับ

เด็กเล็กก็มีโอกาสเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้เช่นกัน โดยมักมีสาเหตุมาจากภาวะอ้วน, ต่อมอะดีนอยด์โตขึ้นจากการติดเชื้อ, หรือต่อมทอนซิลโต ซึ่งมักเป็นในเด็กอายุระหว่าง 2 – 6 ปี

หากปล่อยให้มีอาการบ่อยครั้งในช่วงของการเจริญเติบโต อาจเป็นภัยเงียบที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก หรือทำให้เด็กเจ็บป่วยได้ง่าย และอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้ พ่อแม่จึงควรคอยระวังและหมั่นสังเกตลูก ๆ ให้ดี

วิธีการสังเกตภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก สามารถดูจากช่วงที่นอนหลับได้ ว่าเด็กมีอาการนอนกรนเสียงดังเป็นประจำ หรือมีอาการหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับเป็นช่วงสั้น ๆ มีเสียงกรนหายใจหอบ ตื่นนอนระหว่างคืน หรือเหงื่อออกมากขณะหลับหรือไม่?

ตอนที่เราปลุกเด็กในช่วงเช้า น้องมีอาการงอแงอยากหลับต่อ หรือรู้สึกปวดหัวหรือไม่? นอกจากนี้ ในระหว่างวัน เด็กซนมากกว่าปกติ มีสมาธิสั้น หงุดหงิดง่ายหรือไม่?

หากเราพบว่าลูก ๆ มีอาการดังที่กล่าวมา หลายข้อหรือแค่บางส่วนก็ตาม ผู้ปกครองไม่ควรชะล่าใจเด็ดขาด ควรพาเด็กไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินหายใจเพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียด หากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจริง จะได้ทำการรักษาได้ทันก่อนที่จะส่งผลกระทบมากไปกว่านี้

ตรวจหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วย Sleep test

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรน หรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจ Sleep Test

การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep test เป็นการตรวจเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ศึกษาการทำ sleep test เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.bkksleepcenter.com/Sleep-test

Sleep test ควรทำโดยแพทย์เฉพาะทาง ภายใต้บรรยากาศที่เหมาะสม

ที่ Sleep Lab ของ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ เราให้การตรวจรักษาปัญหาการนอนหลับ โดยแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญการ เพื่อให้คุณได้รับการตรวจและรักษาที่ได้มาตรฐาน ด้วยบริการอบอุ่นเป็นกันเอง ภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่น เงียบสงบและผ่อนคลาย 

หากสงสัยว่าตัวเองมีปัญหาด้านการนอนหลับ สามารถจองหรือติดต่อปรึกษาได้ที่ กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์ (Bangkok Sleep Center) https://www.bkksleepcenter.com/BSC-services

  • แอดไลน์ @bkksleepcenter หรือ https://lin.ee/Ia7dq0
  • หรือโทรศัพท์มือถือ 064 649 1919

วิธีการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีอะไรบ้าง?

หลังจากตรวจ sleep test แล้วพบว่าเรามีภาวะนอนกรนร่วมกับหยุดหายใจขณะหลับจริง แพทย์จะมีวิธีการรักษาโดยพิจารณาจากสาเหตุทางสรีรวิทยาของผู้ป่วย โดยมีทางเลือกการรักษาที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. รักษาด้วยการแนะนำให้ปรับพฤติกรรม เช่น เลี่ยงการนอนหงาย (ที่จะเพิ่มโอกาสนอนกรน) การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดการสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการใช้ยาบางชนิด หรือการฝึกกล้ามเนื้อคอหอย เป็นต้น
  2. ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure) หรือ CPAP เป็นวิธีการที่นิยมใช้ที่สุด และมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้เป็นอย่างดี
  3. การรักษาด้วยอุปกรณ์ทางทันตกรรม (Oral Appliance) หรือกลุ่มเครื่องมือที่ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้าง และคงสภาพไม่ให้หย่อนตัวลงในขณะนอนหลับ ซึ่งจะเหมาะกับรายที่มีอาการไม่มาก
  4. การใช้ยา ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุของช่องคอที่ตีบตันว่าสามารถใช้ยาในการรักษาได้หรือไม่ เช่น หากผู้ป่วยมีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) แพทย์อาจเลือกใช้ฮอร์โมนไทรอกซินในการรักษา เป็นต้น
  5. ใช้การผ่าตัด ซึ่งเป็นทางสุดท้ายที่แพทย์จะเลือกใช้ แต่หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด มีความผิดปกติทางกายวิภาค หรือมีภาวะอาการที่รุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมาก แพทย์จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัด

สรุป

นอนกรน เป็นอาการที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่อันตราย แต่หากมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยแล้ว อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายสูง โดยเฉพาะโรคร้ายแรงแบบเฉียบพลัน อาจทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

แนวทางป้องกันไม่ให้ตัวเองเสี่ยงต่อการมีภาวะหยุดหายใจ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การควบคุมหุ่นและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พยายามปรับสัดส่วนโครงสร้างของร่างกาย ให้มีสัดส่วนไขมันน้อย ๆ มีสัดส่วนกล้ามเนื้อมาก ๆ เพื่อลดโอกาสการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อส่วนคอ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการปรับพฤติกรรมการนอน เช่น พยายามนอนในท่าตะแคง ลดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้ยาบางชนิด เพื่อลดโอกาสที่จะนอนกรน

อยากให้กำลังใจว่า โรคดังกล่าวสามารถรักษาให้หายได้ แพทย์อาจเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน หลายคนไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างต้องเริ่มจากก้าวแรกเสมอ นั่นคือการสังเกตให้เจอว่าตนเองมีอาการผิดปกติในการนอนหลับหรือไม่? หากสงสัยว่าอาจจะมี ให้มาตรวจ sleep test กับสถาบัน sleep lab ที่ได้มาตรฐาน เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

“เพราะการนอนเป็นปฐมบทของชีวิตในวันถัดไป

ยิ่งรักษาได้เร็ว ยิ่งคืนสมดุลชีวิตได้ไว ก็จะช่วยให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

original-1619940856422

ลูกนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

ลูกนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

     ภาวะนอนกรนในเด็กมักพบในลูกน้อยที่มีต่อมอดินอย์และทอลซิลบริเวณช่องคอที่ขยายตัวขึ้น เมื่อลูกนอนหลับ กล้ามเนื้อบริเวณช่องคอจะคลายตัวลง เป็นผลให้ช่องทางเดินอากาศบริเวณช่องปากด้านหลังตีบแคบลงเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

    ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักคิดว่าการนอนกรนไม่เป็นโรค แต่ความเป็นจริงแล้วเด็กที่นอนกรนอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยได้ ทำให้สมองขาดออกซิเจนขณะหลับ ทำให้สมองโดนปลุกให้ตื่นซ้ำๆตลอดทั้งคืน ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตในช่วงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานในการต่อยอดของชีวิตได้ ภาวะนอนกรนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 

1) ภาวะนอนกรนที่ไม่มีภาวะหยุดหายใจ เด็กอาจจะหายใจมีเสียงดัง หายใจทางปาก แต่ไม่หยุดหายใจขณะหลับ 

2) การนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจ จะทำให้สมองขาดออกซิเจน ผลที่ตามมาคือ การเจริญเติบโตไม่ดีตัวเตี้ย ติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลบ่อยๆ ความดันโลหิตในปอดสูงและทำให้หัวใจวาย ความสามารถในการเรียนความจำและความคิดที่ซับซ้อนแย่ลง ในรายที่ภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ทำให้หัวใจทำงานหนัก และอาจทำให้หัวใจวายเสียชีวิตได้

     เด็กมักมีอาการนอนกรน อ้าปากหายใจ หายใจมีเสียงดัง กรน หยุดหายใจเป็นช่วงๆ พยายามสูดหายใจและสะดุ้งตื่น อาการอื่นๆ ที่สามารถร่วมด้วยตอนกลางคืน ได้แก่ เหงื่อออก ปัสสาวะตอนนอน บางรายปัสสาวะราด เด็กที่เป็นจะมีลักษณะ ตื่นนอนไม่สดชื่น ตื่นยาก ดูอ่อนเพลีย ง่วงนอนระหว่างวัน ในบางรายอาจมีสมาธิสั้น และผลการเรียนแย่ลง ในรายที่ทอนซิลโตมากๆ สามารถทำให้เด็กไม่อยากกินอาหารที่เป็นชิ้นๆ เช่น เนื้อสัตว์

การดูแลรักษาเบื้องต้น

  1. ลดน้ำหนักในรายที่มีน้ำหนักตัวมาก
  2. หลีกเลี่ยงการนอนหงาย
  3. เลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน
  4. มีสุขลักษณะการนอนที่ดี 

การรักษาทางการแพทย์

  1. การหาสาเหตุและการรักษาด้วยยา เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดขนาดต่อมอดินอย์และทอลซิล หากรักษาตั้งแต่เริ่มแรก สามารถลดโอกาศในการผ่าตัดได้
  2. ผ่าตัดต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ในกรณีที่มีต่อมโต
  3. การใช้อุปกรณ์ในช่องปากดัดโครงสร้างหน้า

สุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับ 10 ประการสำหรับเด็ก (Sleep Hygiene) 

1)  เข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรเกิน 3 ทุ่ม

2)  ทำกิจวัตรในแต่ละวันให้ตรงเวลา เช่น ทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา ควรทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง คือ 6 โมงเย็น

3)  นอนกลางวันในเด็กอายุ < 6 ปี

4)  ออกกำลังกายกลางแจ้ง

5)  พยายามรับแสงเยอะๆ ตอนเช้าและตอนกลางวัน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน

6)  ใส่ชุดสบายๆ ส่วนห้องนอนควรมืด เย็น และเงียบ

7)  ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ

8)  ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน

9)  นอนตามจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมกับอายุ

10)  พยายามเข้านอนด้วยตนเอง อย่าลืมฝึกเข้านอนด้วยตนเองทุกวัน