OSA ในเด็ก


OSA เด็ก

                ผู้ปกครองส่วนใหญ่คิดว่าการนอนกรนไม่เป็นโรค แต่ความเป็นจริงแล้วภาวะนอนกรน สามารถส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตในช่วงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานในการต่อยอดของชีวิตได้ 1) ภาวะนอนกรนนี้ไม่มีภาวะหยุดหายใจ ผู้ปกครองอาจคิดว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ แต่เด็กสามารถมีปัญหาจากภาวะนอนกรน เช่น ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ และส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่น และมีการนอนหลับที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้การเรียนแย่ลง ซึ่งเป็นช่วงที่ควรมีพัฒนาการเรียนสมวัย และส่งผลให้การเรียนในอนาคต 2) การนอนกรนที่มีภาวะหยุดหายใจ จะทำให้ขาดออกซิเจนผลที่ตามมาคือ การเจริญเติบโตไม่ดีตัวเตี้ย ติดเชื้อที่ต่อมทอนซิลบ่อยๆ ความดันโลหิตในปอดสูงและทำให้หัวใจวาย ความสามารถในการเรียนความจำและความคิดที่ซับซ้อนแย่ลง ในรายที่ภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ทำให้หัวใจทำงานหนัก และอาจทำให้หัวใจวายเสียชีวิตได้

                ผู้ป่วยมักมีอาการ นอนกรน หยุดหายใจ พยายามสูดหายใจและสะดุ้งตื่น อาการอื่นๆ ที่สามารถร่วมด้วยตอนกลางคืน ได้แก่ เหงื่อออก ปัสสาวะตอนนอน บางรายปัสสาวะราด อาการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ตอนระหว่างวัน ได้แก่ ตื่นนอนไม่สดชื่น ไม่อยากตื่นนอน ดูอ่อนเพลีย ง่วงนอนระหว่างวันในบางราย อาจมีสมาธิสั้น และผลการเรียนแย่ลง ในรายที่ทอนซิลโตมากๆ สามารถทำให้เด็กไม่อยากกินอาหารที่เป็นชิ้นๆ เช่น เนื้อสัตว์

                สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากต่อมทอนซิลและต่อมอดีนอยด์โต สาเหตุอื่นๆ เช่น โครงสร้างหน้าที่ผิดปกติ การตรวจและรักษาตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อป้องกันการโครงสร้างหน้าผิดรูปในระยะยาวได้

การดูแลรักษาเบื้องต้น

1)            ลดน้ำหนักในรายที่มีน้ำหนักตัวมาก

2)            หลีกเลี่ยงการนอนหงาย

3)            เลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน

4)            สุขลักษณะการนอนที่ดี

 

การรักษาทางการแพทย์

1)            ผ่าตัดต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ในกรณีที่มีต่อมโต

2)            การหาสาเหตุและการรักษาด้วยยา ในวันที่รักษาตั้งแต่แรก สามารถลดการผ่าตัดได้

3)            การใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก

4)            การใช้อุปกรณ์ในช่องปากดัดโครงสร้างหน้า

 

Sleep Hygiene ในเด็ก

สุขนิสัยที่ดีในการนอนหลับ 10 ประการสำหรับเด็ก

1)  เข้านอนให้ตรงเวลา ไม่ควรเกิน 3 ทุ่ม

2)  ทำกิจวัตรในแต่ละวันให้ตรงเวลา เช่น ทานอาหารเย็นให้ตรงเวลา ควรทานอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง คือ 6 โมงเย็น

3)  Plan นอนกลางวันในเด็กอายุ < 6 ปี

4)  ออกกำลังกายกลางแจ้ง

5)  พยายามรับแสงเยอะๆ ตอนเช้าและตอนกลางวัน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน

6)  ใส่ชุดสบายๆ ส่วนห้องนอนควรมืด เย็น และเงียบ

7)  ไม่ทานอาหารที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ

8)  ไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน

9)  นอนตามจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมกับอายุ

10)  พยายามเข้านอนด้วยตนเอง อย่าลืมฝึกเข้านอนด้วยตนเองทุกวัน

Visitors: 64,700